<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thailand SEO Services: SEO Optimization &#38; Internet Marketing.</title>
	<atom:link href="http://www.thailandseo.org/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thailandseo.org</link>
	<description>Thailand SEO is Thailand SEO company base in Thailand. Thailand Search Engine Optimization, Internet Marketing Consultant, SEO</description>
	<lastBuildDate>Fri, 22 Jan 2010 10:18:52 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (6) : ทำอย่างไรให้ลูกค้าคิดถึงชื่อเราก่อนคีย์เวิร์ด</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=37</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=37#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 10:18:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Search Engine Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[Awareness]]></category>
		<category><![CDATA[banner]]></category>
		<category><![CDATA[Brand]]></category>
		<category><![CDATA[Brand Awareness]]></category>
		<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[Content Network]]></category>
		<category><![CDATA[Cost Per Click]]></category>
		<category><![CDATA[Cost Per Impression]]></category>
		<category><![CDATA[CPC]]></category>
		<category><![CDATA[CPM]]></category>
		<category><![CDATA[eBranding]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Google AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[Google Content Network]]></category>
		<category><![CDATA[Network]]></category>
		<category><![CDATA[Niche Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[offline]]></category>
		<category><![CDATA[Purchase]]></category>
		<category><![CDATA[Search]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engines]]></category>
		<category><![CDATA[คีย์เวิร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[เสิร์ชเอนจิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[
หลายคนอาจคิดว่า วงจรกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่จะทำให้สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้นั้นมีแค่ 4 ขั้น เริ่มต้นที่การใช้เทคนิกทำให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงลิงก์ของเราที่หน้าผลลัพท์สืบค้นช่วงต้นๆ พอลูกค้าสนใจซื้อสินค้าเมื่อใดก็ใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเสิร์ชเอนจิ้น ภาวนาให้ลูกค้าเห็นลิงก์แล้วสนใจเข้าไปชมเว็บเรา สุดท้ายคือเสนอโปรโมชันดีๆให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ก็เป็นอันว่าบิงโก!
ใครคิดแบบนี้ขอให้ลองคิดใหม่ว่า จะดีแค่ไหนถ้าลูกค้ามีชื่อบริการของคุณอยู่ในความคิดอยู่แล้วก่อนที่จะลงมือเสิร์ช แน่นอนว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จย่อมมีสูงกว่า และมีโอกาสในการเติบโตระยะยาวที่ยั่งยืนกว่า
ถามว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าคิดถึงชื่อเราก่อนคีย์เวิร์ด คำตอบคือคุณต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ “ทำเงินบนโลกไอที”สัปดาห์นี้ขอเสนอวิธีการสร้างแบรนด์ด้วยกูเกิล เครื่องมือยอดฮิตที่จะทำให้การสร้างแบรนด์ของคุณเป็นไปแบบประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นที่จดจำ และทั่วถึง โดยนอกจากกูเกิล เราจะนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์ด้วยเครื่องมืออื่นๆในสัปดาห์ต่อไป
การสร้าง brand ด้วย Google
(บทความโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล)
“เดือนนี้เงินหมดแล้ว คืนนี้คงต้องกินมาม่าแล้วซิเรา” อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างค่ะ? ไม่รู้สึกอะไร เพราะใครๆ ก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้น แต่หากเรามามองและวิเคราะห์กันให้ดีๆ จะเห็นได้ว่า ในประโยคนี้ มีการใช้ชื่อยี่ห้อสินค้า มาแทนความหมายจริงๆ ของสิ่งที่ต้องสื่อ แทนที่เราจะใช้คำว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” กับใช้เป็นคำว่า “มาม่า” แทน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างแบรนด์ ที่ทำให้สินค้า เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดลูกค้า คราวนี้ เมื่อไรก็ตามที่อยากจะกินบะหมี่สำเร็จรูป เราก็จะนึกถึง “มาม่า” ก่อนยี่ห้ออื่นๆ เสมอ
ถ้าเปรียบเป็นโลกอินเทอร์เน็ต ก็คงไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราจะค้นหาอะไรสักอย่าง เราก็บอกกับเพื่อนๆ ว่า “คิดไรไม่ออกถาม google” ซึ่งบางคนแทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-38" title="Awareness" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Awareness-300x194.jpg" alt="Awareness" width="300" height="194" /></p>
<p>หลายคนอาจคิดว่า วงจรกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่จะทำให้สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้นั้นมีแค่ 4 ขั้น เริ่มต้นที่การใช้เทคนิกทำให้เสิร์ชเอนจิ้นแสดงลิงก์ของเราที่หน้าผลลัพท์สืบค้นช่วงต้นๆ พอลูกค้าสนใจซื้อสินค้าเมื่อใดก็ใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเสิร์ชเอนจิ้น ภาวนาให้ลูกค้าเห็นลิงก์แล้วสนใจเข้าไปชมเว็บเรา สุดท้ายคือเสนอโปรโมชันดีๆให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ก็เป็นอันว่าบิงโก!<span id="more-37"></span></p>
<p>ใครคิดแบบนี้ขอให้ลองคิดใหม่ว่า จะดีแค่ไหนถ้าลูกค้ามีชื่อบริการของคุณอยู่ในความคิดอยู่แล้วก่อนที่จะลงมือเสิร์ช แน่นอนว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จย่อมมีสูงกว่า และมีโอกาสในการเติบโตระยะยาวที่ยั่งยืนกว่า</p>
<p>ถามว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าคิดถึงชื่อเราก่อนคีย์เวิร์ด คำตอบคือคุณต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ “ทำเงินบนโลกไอที”สัปดาห์นี้ขอเสนอวิธีการสร้างแบรนด์ด้วยกูเกิล เครื่องมือยอดฮิตที่จะทำให้การสร้างแบรนด์ของคุณเป็นไปแบบประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นที่จดจำ และทั่วถึง โดยนอกจากกูเกิล เราจะนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์ด้วยเครื่องมืออื่นๆในสัปดาห์ต่อไป</p>
<h2>การสร้าง brand ด้วย Google</h2>
<p>(บทความโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล)</p>
<p>“เดือนนี้เงินหมดแล้ว คืนนี้คงต้องกินมาม่าแล้วซิเรา” อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างค่ะ? ไม่รู้สึกอะไร เพราะใครๆ ก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้น แต่หากเรามามองและวิเคราะห์กันให้ดีๆ จะเห็นได้ว่า ในประโยคนี้ มีการใช้ชื่อยี่ห้อสินค้า มาแทนความหมายจริงๆ ของสิ่งที่ต้องสื่อ แทนที่เราจะใช้คำว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” กับใช้เป็นคำว่า “มาม่า” แทน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างแบรนด์ ที่ทำให้สินค้า เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดลูกค้า คราวนี้ เมื่อไรก็ตามที่อยากจะกินบะหมี่สำเร็จรูป เราก็จะนึกถึง “มาม่า” ก่อนยี่ห้ออื่นๆ เสมอ</p>
<p>ถ้าเปรียบเป็นโลกอินเทอร์เน็ต ก็คงไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราจะค้นหาอะไรสักอย่าง เราก็บอกกับเพื่อนๆ ว่า “คิดไรไม่ออกถาม google” ซึ่งบางคนแทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า จริงๆ แล้ว google เป็น Search Engine เจ้าหนึ่งเท่านั้น ยังมีผู้ให้บริการค้นหาอื่นๆ อีก เช่น Live.com, AOL หรือ Yahoo นี่เป็นเพราะการสร้างแบรนด์ เข้าไปติดหู ติดตา และฝังเข้าไปในระบบความคิดของผู้ซื้อโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>แล้วเราจะสามารถสร้างแบรนด์ของเราให้เข้าไปอยู่ในระบบความคิดของผู้ซื้อเราได้อย่างไร? ถ้าเราไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ได้มีทุนหนามากมายที่จะสร้างแบรนด์ ขนาดนั้น ถ้าใช้สื่อ offline แบบเดิมๆ นั้น คงต้องใช้เงินมาก กว่าจะให้ลูกค้าซึบซับชื่อของเราลงไปในระบบความคิด แต่ในโลก online นั้น ไม่มีอะไรยากอีกต่อไป!!</p>
<p>เคยเจอไหมค่ะ ที่ไปเว็บไซต์นี้ ก็เจอโฆษณาตัวนี้ ไปอีกเว็บก็เจอโฆษณาตัวนี้อีก คือ ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ก็จะเจอแต่โฆษณาตัวนี้ เต็มไปหมด วิธีการนี้จะช่วยสร้างแบรนด์ได้ค่ะ</p>
<p>เช่น เราอาจจะเจอโฆษณาเกี่ยวกับร้านซ่อมเครื่องเสียงรถยนต์ ที่เว็บบอร์ดที่เราเข้าไปพูดคุยเรื่องรถอยู่เป็นประจำ แล้วเราก็เข้าเว็บไซต์ขายของแต่งรถเพื่อไปดูว่า มีอะไรใหม่ๆ มาทำให้รถของเราเจ๋งกว่านี้บ้าง หรือจะเข้าไปอ่านข่าวเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งออกมา และถ้าในเว็บไซต์เหล่านี้ มีโฆษณาของร้านซ่อมเครื่องเสียงรถยนต์อยู่ ก็ต้องมีบ้าง ที่เราจะเหลือบไปมอง หรือเห็นโฆษณาของร้านค้านี้ และเมื่อวันดี คืนนี้ เครื่องเสียงรถยนต์ที่เราใช้อยู่ เกิดเสียขึ้นมา ในหัวของเราจะทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเห็น เคยพบมา หากเป็นชื่อของร้านซ่อมเครื่องเสียงที่เราเห็นมัน คุ้นหู คุ้นตาอยู่บ่อยๆ เราจะนำเครื่องเสียงรถยนต์ของเราไปให้ที่ร้านนั้นซ่อมแน่ๆ</p>
<p>เรื่องนี้ไม่ใช่แนวคิดโคมลอยที่ไม่มีหลักการ เพราะจากการศึกษาพบว่า วงจรการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ลูกค้าผ่านตา-ผ่านหูกับชื่อของสินค้าหรือชื่อ brand ต่างๆไว้ โดยขณะที่รับรู้นั้น อาจจะไม่มีความต้องการซื้อสินค้าชิ้นนั้นอยู่ก่อนเลย (Awareness)</p>
<p>แต่วันหนึ่ง มีความต้องการจะใช้สินค้าหรือบริการใดๆ ขึ้นมา พวกเขาจะเข้าไประลึกในความทรงจำ ว่าเขาเคยเห็น เคยได้ยินชื่ออะไรที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่พวกเขาต้องการบ้าง (Interest) จากนั้นจะนำชื่อหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ต้องการเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมทาง Search Engine เพื่อประกอบการตัดสินใจ (Consideration) สุดท้ายจึงลงท้ายด้วยการซื้อสินค้าหรือบริการนั้น (Purchase) จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าและบริการนั้นดีมากน้อยเพียงใด เพียงพอที่ลูกค้าจะบอกต่อหรือกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่อย่างไรอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>จากวงจรดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากมีการลงโฆษณาเฉพาะในส่วนที่เป็นการค้นหา (Search) เพียงเท่านั้น จะไม่สามารถสร้าง brand ให้ลูกค้ารู้จักได้ดีเท่ากับการลงโฆษณาในลักษณะ Content Network ซึ่งการลงโฆษณาในลักษณะของ Content Network ทำให้ครอบคลุมวงจรการซื้อได้มากกว่า เพราะครอบคลุมได้ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการวงจรการซื้อกันเลยทีเดียว เพราะลูกค้าได้เห็น ได้รู้จักชื่อหรือสินค้าของผู้ลงโฆษณาตั้งแต่การเข้าไปอ่านข้อมูลเฉยๆ ในเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว โดยลูกค้าจะซื้อมีโอกาสซื้อหรือไม่ซื้อก็ตาม</p>
<p>นี่คือการสร้างแบรนด์อย่างง่ายๆ ที่สำคัญลงทุนต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้สื่อโฆษณาแบบ offline อื่นๆ เราสามารถทำกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ได้โดย ไปซื้อ Banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่การไปซื้อพื้นที่โฆษณา Banner ต่างๆ ยิ่งในเว็บไซต์ใหญ่ๆ แล้วด้วยนั้น มีค่าใช้จ่าย เดือนละหลายหมี่นบาทกันเลยทีเดียว</p>
<p>แต่ปัจจุบัน เราสามารถนำโฆษณาของเราไปติดในเว็บไซต์ต่างๆ ได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Cost Per Impression (CPM) หรือ Cost Per Click (CPC) ก็ได้ ซึ่งเป็นราคาที่เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ด้วยตัวเราเอง ความสามารถนี้เราเรียกว่าการทำ Google Content Network</p>
<p>Google Content Network เป็น function ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ภายในวิธีการลงโฆษณาของ Google AdWords โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะเปิดใช้งาน function ของ Google Content Network นี้หรือไม่? ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า เราจะนำโฆษณาของเราไปปรากฏในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาในเรื่องแบบใดบ้าง</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดร้านซ่อมเครื่องเสียงรถยนต์ เราก็อยากจะให้โฆษณาของเรา ไปปรากฏในเว็บไซต์ที่มีพูดเรื่องเกี่ยวกับ “รถยนต์” “ของแต่งรถ” “รถมือสอง” “เครื่องเสียงรถยนต์” เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เอง เป็นคุณสมบัติที่ทาง Google ให้เราสามารถเลือกได้ว่า โฆษณาของเราจะไปปรากฏในเว็บไซต์ที่พูดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เรากำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะของ Niece Marketing หรือตรงกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด ทั้งนี้จะครอบคลุมไปถึงการใช้ระบบ gmail ของ google อีกด้วย เพราะหากเรามีการเมล์ติดต่อกับเพื่อนในเรื่องการนำรถยนต์ไปซ่อม โฆษณาของ ร้านซ่อมเครื่องเสียงรถยนต์ก็จะปรากฏขึ้น ซึ่งเราก็สามารถคลิกโฆษณาและเข้าไปซื้อสินค้าและบริการของร้านซ่อมเครื่องเสียงรถยนต์ได้ในทันที</p>
<p>คราวนี้ เรามาลองดูธุรกิจใกล้ๆ ตัวที่จริงๆ แล้ว เราอาจจะเห็นโฆษณาเหล่านี้ ผ่านหู ผ่านตากันบ้างแล้ว เช่น โครงการครบรอบ 1 ปีของ www.my1sthome.in.th สมัครสมาชิก รับบัตรส่วนลด 50,000 บาท ซึ่งทาง my1sthome นั้น ได้ทำการสร้าง Brand Awareness ด้วย Google ทำให้ ไม่ว่า คุณจะเข้าเว็บไซต์ไหนที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้เห็นและซึบซับความอยากเป็นเจ้าของบ้านหลังแรก ใน my1sthome และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ใช้สร้าง brand awareness ได้เป็นอย่างดี เพราะขนาดเราเข้าไปอ่าน blog ใน oknation ก็ยังสามารถเห็นโฆษณาของ my1sthome ได้เลยค่ะ</p>
<p>การตลาดแบบการสร้าง brand awareness ด้วย google นั้นถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์สุดยอดของการสร้าง brand ในเวลานี้ จะเรียกได้ว่าเป็นการทำ “eBranding” ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี</p>
<p>คุณล่ะคะ ลงมือสร้าง Brand Awareness บนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วหรือยัง??</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=37</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (5) : วิดีโอโฆษณา คนดูเพลิน นักการตลาดก็เพลิน!!</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=33</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=33#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 23:28:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internet Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[bookmark]]></category>
		<category><![CDATA[Clip]]></category>
		<category><![CDATA[EA]]></category>
		<category><![CDATA[EA Sports]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Flickr]]></category>
		<category><![CDATA[Hi5]]></category>
		<category><![CDATA[Jesus Shot]]></category>
		<category><![CDATA[Motorola]]></category>
		<category><![CDATA[MSN]]></category>
		<category><![CDATA[MySpace]]></category>
		<category><![CDATA[NBA]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[online]]></category>
		<category><![CDATA[Phoenix]]></category>
		<category><![CDATA[post]]></category>
		<category><![CDATA[PR]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>
		<category><![CDATA[Video Sharing]]></category>
		<category><![CDATA[Viral Clip]]></category>
		<category><![CDATA[Wikipedia]]></category>
		<category><![CDATA[Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[Youtube]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปวีดีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[ซูซาน บอยล์]]></category>
		<category><![CDATA[วิดีโอ]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[อินเตอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[เกมส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[คุณป้ามหัศจรรย์ &#8220;ซูซาน บอยล์&#8221; ในคลิปวีดีโอถูกคลิกชมไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง หนุ่มนิรนามหน้าตาบ้านๆ วาดลีลาเต้นรำสุดมันส์นาน 6 นาทีในคลิป Evolution of Dance ถูกเปิดชมไปแล้วมากกว่า 119 ล้านครั้ง ภาพวิดีโอเด็กน้อยนั่งหัวเราะบนเก้าอี้ยังถูกเปิดชมไปกว่า 80 ล้านครั้ง เฉพาะคลิปแฟนนักร้องสาวบริทนีย์ใจกล้าปีนป่ายขึ้นไปบนเวทีแสดงคอนเสิร์ต ยังถูกคลิกชมไปมากกว่า 5 แสนครั้งในวันเดียว
สถิติเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับบทความ ภาพ หรือเสียงที่มีการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต จึงไม่น่าแปลกใจที่วีดีโอจะกลายเป็นเพชรเม็ดโตในตระกูล Social Media ที่นักโฆษณายุคใหม่จ้องมองตาเป็นมัน เพราะแม้จะเป็นวีดีโอโฆษณาสินค้า แต่ถ้าเป็นวีดีโอที่โดนใจแล้ว คนออนไลน์ก็จะคลิกเข้ามาชมเองโดยสมัครใจและตั้งใจ เรียกว่าต้องเพลินคนดูก่อนจึงจะเพลินนักการตลาด
บทความของคุณณัฐวัฒน์จาก duocore.tv ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์สัญชาติไทยชื่อดัง จะอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าทำไมจะต้องเป็นวิดีโอ และวงการโฆษณาด้วยวีดีโอออนไลน์บ้านเราจะประสบความสำเร็จแบบต่างชาติได้หรือไม่ รวมถึงกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ และเคล็ดลับในการสร้างความเพลินให้กับโฆษณาวิดีโอออนไลน์ของคุณเอง เชื่อว่าจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับเจ้าของแบรนด์อย่างเดียว แต่จะรวมถึงเจ้าของเว็บทุกคนที่ต้องการดึงดูดความสนคนบนโลกไอทีด้วยวิดีโอออนไลน์
Social Media กับ Internet Marketing
(บทความโดย ณัฐวัฒน์ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา duocore.tv)
หลังจากที่ประธานาธิบดี โอบาม่า ของสหรัฐได้รับตำแหน่ง เดี๋ยวนี้หลายๆท่านคงเริ่มได้พบเห็นหรือได้ยินคำว่า Social Media [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>คุณป้ามหัศจรรย์ &#8220;ซูซาน บอยล์&#8221; ในคลิปวีดีโอถูกคลิกชมไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง หนุ่มนิรนามหน้าตาบ้านๆ วาดลีลาเต้นรำสุดมันส์นาน 6 นาทีในคลิป Evolution of Dance ถูกเปิดชมไปแล้วมากกว่า 119 ล้านครั้ง ภาพวิดีโอเด็กน้อยนั่งหัวเราะบนเก้าอี้ยังถูกเปิดชมไปกว่า 80 ล้านครั้ง เฉพาะคลิปแฟนนักร้องสาวบริทนีย์ใจกล้าปีนป่ายขึ้นไปบนเวทีแสดงคอนเสิร์ต ยังถูกคลิกชมไปมากกว่า 5 แสนครั้งในวันเดียว</p>
<p>สถิติเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับบทความ ภาพ หรือเสียงที่มีการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต จึงไม่น่าแปลกใจที่วีดีโอจะกลายเป็นเพชรเม็ดโตในตระกูล Social Media ที่นักโฆษณายุคใหม่จ้องมองตาเป็นมัน เพราะแม้จะเป็นวีดีโอโฆษณาสินค้า แต่ถ้าเป็นวีดีโอที่โดนใจแล้ว คนออนไลน์ก็จะคลิกเข้ามาชมเองโดยสมัครใจและตั้งใจ เรียกว่าต้องเพลินคนดูก่อนจึงจะเพลินนักการตลาด</p>
<p>บทความของคุณณัฐวัฒน์จาก duocore.tv ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิดีโอออนไลน์สัญชาติไทยชื่อดัง จะอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าทำไมจะต้องเป็นวิดีโอ และวงการโฆษณาด้วยวีดีโอออนไลน์บ้านเราจะประสบความสำเร็จแบบต่างชาติได้หรือไม่ รวมถึงกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ และเคล็ดลับในการสร้างความเพลินให้กับโฆษณาวิดีโอออนไลน์ของคุณเอง เชื่อว่าจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับเจ้าของแบรนด์อย่างเดียว แต่จะรวมถึงเจ้าของเว็บทุกคนที่ต้องการดึงดูดความสนคนบนโลกไอทีด้วยวิดีโอออนไลน์</p></blockquote>
<p>Social Media กับ Internet Marketing<br />
(<em>บทความโดย ณัฐวัฒน์ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา duocore.tv</em>)</p>
<div id="attachment_34" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-34" title="Social Media Landscape" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Social-Media-Landscape-300x225.jpg" alt="Social Media Landscape – FredCavazza.net" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">Social Media Landscape – FredCavazza.net</p></div>
<p>หลังจากที่ประธานาธิบดี โอบาม่า ของสหรัฐได้รับตำแหน่ง เดี๋ยวนี้หลายๆท่านคงเริ่มได้พบเห็นหรือได้ยินคำว่า Social Media กันมากขึ้น ทั้งในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งสื่อ online ต่างๆ เพราะปรากฎการณ์ โอบาม่า นับเป็นตัวอย่างการใช้ Social Media ที่ได้ผลมากที่สุด มากเสียจนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเลยทีเดียว<span id="more-33"></span></p>
<p>สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับคำนี้ หรือเคยได้ยินแต่ Social Network ก็ไม่ต้องแปลกใจไป ยังไม่ตกเทรนครับ ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่รู้จักคำว่า Social Media ก็จริง แต่ไม่แน่บางทีคุณก็อาจเคยทำหน้าที่เป็น Social Media อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้</p>
<p>ก่อนอื่นคุณต้องถามว่าเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ไหม เช่น เคยส่งคลิปวิดีโอเจ๋งๆจาก Youtube ให้เพื่อนต่อทาง MSN, เคยเขียนเล่าประสบการณ์ในการใช้บริการหรือสินค้าในเว็บบอร์ดหรือ blog ของตัวเองบ้าง, เคยจะไปเที่ยวต่างประเทศแต่หาข้อมูลในเว็บบอร์ดสักที่ก่อน เผื่อจะมีคนเคยไปมาแล้วรีวิวให้อ่าน, ไปถ่ายรูปมาสวยๆแล้ว post เข้าเว็บเก็บรูป แชร์ให้เพื่อนฝูงในก๋วนดู หรือเป็นขาประจำค้นหาข้อมูลใน Wikipedia</p>
<p>ถ้าคุณเคยทำสิ่งเหล่านี้ละก็ ใช่แล้วครับ คุณเคยใช้และทำตัวเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ Social Media ไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว</p>
<p>ทุกวันนี้เว็บที่ให้บริการต่างๆ รวมไปถึงบรรดา Social Network อย่าง Facebook, Hi5, Flickr, Wordpress, MySpace, Blogger, Youtube, twitter ฯลฯ ต่างก็เติบโตอย่างรวดเร็วและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดรูปแบบใหม่ หรือที่เราเรียกว่า Social Media หรือแปลไทยๆ ให้เข้าใจกว่าเดิมว่าเป็น &#8220;สื่อสังคมที่ผู้ใช้เป็นผู้สร้างเนื้อหาและแบ่งปันให้กับผู้อื่นในเครือข่ายของตน โดยที่ผู้ใช้อาจจะเป็นได้ทั้งผู้สร้าง หรือเพียงแค่ รับ-ส่ง เนื้อหานั้นๆ&#8221; โดยที่เนื้อหาจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น บทความ ข้อความ เพลง คลิปวิดีโอ bookmark ข่าว กระทู้ ความคิดเห็น รูปภาพ จะเป็นอะไรก็ได้ไม่ผิดกติกาทั้งนั้น</p>
<p>แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการตลาด?</p>
<p>ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้ การที่บริษัทต่างๆจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรสักอย่าง คงจะต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะลงงบประมาณโฆษณาสักครั้ง ว่าทำอะไรถึงจะได้ผลคุ้มกับเม็ดเงินที่ต้องเสียลงไป ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ คำว่าทำการตลาดแบบ Social Media เลยผุดขึ้นมาในหัว เพราะเป็นการทำการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ตรงกลุ่มลูกค้าที่สุดของที่สุดแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละ?</p>
<p>นักการตลาดทุกท่านคงทราบดีว่าการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและ ต้นทุนน้อยที่สุดคือ &#8220;การตลาดแบบปากต่อปาก&#8221; ซึ่ง Social Media ในความหมายแบบบ้านๆก็คือ การทำการตลาดแบบปากต่อปากที่มีเครื่องมือมาช่วยทำให้มันมีพลังมากขึ้น ส่งต่อผ่านไปได้ง่ายขึ้น เพียงแค่คนๆเดียวก็สามารถบอกเพื่อนในกลุ่มได้เป็นร้อยๆ พันๆ แล้วยังง่ายขนาดที่เพื่อนๆสามารถส่งต่อไปได้โดยแค่ ลากเมาส์ กดๆ วางๆ ก็สามารถบอกต่อเพื่อนของเขาไปได้อีกเป็นพันๆคนแล้ว โดยผ่านเครือข่าย Social Network หรือเครื่องมือ Online ต่างๆนั่นแหละ</p>
<p>ซึ่งการที่ลูกค้าได้มีการพบเห็นและส่งต่อเนื้อหาหรือโฆษณานั้นๆ ทำให้เขาและเพื่อนเกิดการจดจำแบรนด์หรือสินค้าไปโดยไม่รู้ตัว เพราะมันถูกเห็นบ่อยๆ ส่งบ่อยๆ เพื่อนพูดถึงบ่อยๆ หรือมีคนประทับใจเยอะ ก็ทำให้เกิดการอยากทดลองใช้ อยากซื้อ อยากทำตามกระแสนั้นๆ</p>
<p>ยกตัวอย่างในบ้านเราที่คุ้นเคยกันดี ก็ประเภทร้านอาหารหลายแห่ง ที่อยู่ดีๆ วันดีคืนดีก็มีผู้คนมากมายหลั่งไหลกันไปใช้บริการโดยเจ้าของร้าน ไม่ทันตั้งตัวว่ามาจากไหนกัน ก็ไม่ได้ไปโฆษณาที่ไหน ร้านก็อยู่แสนจะลึกลับซับซ้อน แท้จริงแล้วมีผู้ที่ไปใช้บริการแล้วนำไปบอกเล่าต่อผ่านเว็บบอร์ดชั้นนำ หรือ blog ของตัวเอง โดยลงทั้งภาพ ทั้งวิดีโอ ประกอบ หรือแม้กระทั่งที่เที่ยวที่มาแรงในระยะหลังๆ อย่าง อ. ปาย และ ปางอุ๊ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมากก็เกิดขึ้นจาก Social Media แบบไทยๆ นี่เอง</p>
<h2>ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก</h2>
<p>การทำการตลาดผ่าน Social Media จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะว่าเรากำลังเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคน เพื่อให้เขาชอบ ประทับใจ ตื่นเต้น ตกใจ หรือรู้สึกดีต่อสินค้าหรือแบรนด์ของเรา ไม่ว่าเราจะทำโฆษณาดีแค่ไหน ประทับใจแค่ไหน แต่ถ้าสินค้าของเราไม่ดีจริงละก็ โอกาสที่ลูกค้าจะบอกต่อข้อเสียของเราออกไปก็มีสูง</p>
<p>เพราะฉะนั้นหลายๆ ครั้งที่แบรนด์ดังๆมากมายล้มเหลวกับช่องทางนี้จนถูก ต่อว่าเสียเละเทะไปเลยก็มีไม่น้อย แต่ก็มีอีกหลายเจ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลายๆครั้งเราก็เลยเห็นการทำตลาดผ่าน Social Media โดยใช้เพียงแค่ตอกย้ำแบรนด์อย่างกว้างๆ หรือเลือกหมวดสินค้ากว้างๆมาทำการตลาด มากกว่าที่จะย้ำไปในตัวผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะเจาะจงรุ่น ยกเว้นว่าเจ้าของสินค้ามั่นใจในสินค้านั้นมากๆ</p>
<p>จำไว้เสมอว่าคุณกำลังเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคน แบรนด์หรือสินค้าของคุณจะถูกนำลงมาใกล้ชิดกับลูกค้าอยากมาก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน พึงระวัง คุณอาจจะหลอกคนได้ร้อยคนพันคนว่าสินค้าหรือบริการของคุณดีจริง แต่คุณไม่สามารถหลอกคนนับหมื่นหรือแสนคนได้ทั้งหมดหรอก เพราะฉะนั้นจงเลือกใช้ของที่ดีที่สุดในการทำการตลาดผ่าน Social Media</p>
<h2>ทำไมต้องเป็นวิดีโอ</h2>
<p>ไม่ว่าเนื้อหาของคุณจะเป็นอะไร จะเป็นเสียง รูป หรือวิดีโอ ถ้ามันประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ได้ก็นับว่าดีทั้งนั้น แต่ คุณเคยได้ยินประโยคแนวๆที่ว่า &#8220;1 ภาพให้ความหมายมากกว่า 1 พันคำ&#8221; ไหมครับ? ก็เช่นกัน 1 ภาพเคลื่อนไหว ก็ให้ความหมายได้มากกว่า 1 พันภาพนิ่งเหมือนกัน ยิ่งยุคนี้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีสัดส่วนผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นจนทำ ให้การดูวิดีโอผ่านเว็บเป็นเรื่องที่ง่ายได้กว่าแต่ก่อนแล้ว ทำไมเรามัวแต่จะใช้สารแบบเดิมๆกันละ ถึงแม้ว่างานบางอย่างวิดีโออาจจะไม่เหมาะสมหรือเกินความจำเป็นไปก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่ได้รับสารนั้นก็ล้วนชอบดูภาพเคลื่อนไหวกันทั้งนั้น</p>
<p>ยิ่ง Viral Clip หรือคลิปวิดีโอแบบไวรัล ที่มีการส่งต่อแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็ว ก็นับว่าเป็นสารที่เหมาะสมทีเดียว ใครที่เล่น Youtube บ่อยๆ ยังจำ 2 หนุ่มจีนที่ออกมาร้องเพลงลิปซิ้งของ Backstreet Boys ได้ไหมครับ ดังขนาดเป็น PR ให้ Motorola ในจีน และมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองไปแล้ว</p>
<p>ถามว่าทำไมงานวิดีโอ Viral Clip ถึงเกิดการส่งต่อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้น ขอยกตัวอย่าง Jesus Shot ในเกมส์ Tiger Woods PGA Tour 08 ครับ</p>
<div id="attachment_35" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-35" title="Tiger Woods walk on Water" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Tiger-Woods-walk-on-Water-300x172.jpg" alt="ไทเกอร์ วู้ด มาตีเองเลย" width="300" height="172" /><p class="wp-caption-text">ไทเกอร์ วู้ด มาตีเองเลย</p></div>
<p>อย่างเกมส์ Tiger Woods PGA Tour 08 ที่มี ไทเกอร์ วู้ด เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก็ได้มีการทำ Viral Clip ขึ้น โดยแผร่ผ่าน Video Sharing อย่าง Youtube โดยมันเริ่มจาก มีคนที่ซื้อเกมส์นี้มาเล่นได้ทำการถ่ายคลิปตอนที่ไทเกอร์ (ในเกมส์) ยืนอยู่บนผิวน้ำได้ โดยคาดว่าจะเป็นข้อผิดพลาดของตัวเกมส์ แล้วทำการชิปลูกกอล์ฟลงหลุม พวกเขาเรียกมันว่า Jesus Shot (ชอตพระเจ้า) สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เล่นเกมส์</p>
<p>แต่ EA Sports เจ้าของเกมส์นี้กลับทำในสิ่งที่เกินคาดยิ่งกว่า ด้วยการออกวิดีโอล้อเลียนเกมส์นี้ โดยให้ ไทเกอร์ วู้ด ตัวจริงๆ มาตี Jesus Shot ให้ดู แล้วบอกว่ามันไม่ใช่ข้อผิดพลาดของเกมส์หรอก ไทเกอร์เขาเก่งอย่างนั้นจริงๆ ผลคือวิดีโอนั้นมีคนดูไปกว่า 3 ล้านครั้งแล้ว (แน่นอนว่าแบรนด์อย่าง EA และ ลูกกอล์ฟ Nike ก็ถูกเห็นไป 3 ล้านครั้งเช่นกัน)</p>
<p>นี่เป็นการสร้างความประทับใจให้กับคนที่ซื้อเกมส์นี้ไปอย่างมาก และแน่นอนต้องมีการซื้อเกมส์เพื่อไปลองตี Jesus Shot อย่างเดียว ส่วนเจ้าของคลิปต้นฉบับ ก็ยังได้เงินก้อนโตเพื่อซื้อลิขสิทธิ์คลิปของเขาไปทำการตลาดอีกด้วย ต่อเนื่องกัน EA ก็ยังทำคลิปล้อเลียนเพลง Rap แต่งเองอย่าง The Rubik&#8217;s Cube Rap ใน Youtube ด้วยการบอกว่าให้ไทเกอร์เล่นลูกบิดมันยากสู้เอามาพัตเจ้าลูกบิดลงหลุมยังง่ายซะกว่าเลย คลิปนี้ก็มีคนดูไปล้านกว่าครั้งเหมือนกัน</p>
<p>อีกตัวอย่างที่สำคัญคือ Nike เมื่อพูดถึงสินค้าอย่าง Nike เราก็นึกถึงเครื่องกีฬา เสื้อผ้า รองเท้ากีฬา ทาง Nike ก็ได้มีการทำ Viral Clip โฆษณาของรองเท้าออกมาหลายตัว เมื่อหลายปีก่อนเป็น โรนัลดินโญ่ เตะบอลใส่คาน เสาประตู ไปๆ มาๆ ด้วยรองเท้าเทพรุ่นใหม่ ที่นับถึงตอนนี้มีคนดูกว่า 24 ล้านครั้งไปแล้ว</p>
<p>ยังมีคลิปที่ โคบี้ ไบรอัน ดาราบาสเกตบอล NBA ชื่อดังใส่รองเท้ารุ่นใหม่ที่ทำให้เขากระโดดสูงขึ้น โดยคลิปโชว์ว่าเขากระโดดข้ามผ่านรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ซึ่งสร้างการถกเถียงอย่างมากมายว่าคลิปนั้นเป็นของจริงหรือปลอม มีการนำไปแพร่ผ่าน blog นับร้อยๆแห่ง มีการทำคลิปล้อเลียนเป็นร้อยๆคลิป แต่ยังไงก็ดีตัวเลขรวมๆ แล้วคือมีคนดูกว่า 16 ล้านครั้ง ทั้งคลิปต้นฉบับ และคลิปที่มีคนเอาไปดัดแปลง ทำล้อเลียน และแพร่กระจายกันต่อเอง ถึงแม้ไม่เปิดเผยว่ารองเท้ารุ่นนั้นขายไปได้กี่คู่ แต่ผมว่าประสบความสำเร็จทีเดียว</p>
<p>หรือแม้กระทั่งล่าสุดที่ Samsung จับเอาแกะนับร้อยๆ ตัวมาติด LED แล้วต้อนฝูงแกะบนเขาตอนกลางคืนให้ดูเหมือนว่ากำลังเล่นเกมส์ pong ในยุคเก่า หรือนำมาเรียงกันเป็นรูปโมนาลิซ่า แม้กระทั่งทำเป็นรูปพลุสวยๆ แล้วโชว์ว่าใช้เทคโนโลยี LED รุ่นใหม่ของ Samsung แล้วไอ้ LED แบบนี้ก็มีอยู่ใน LED TV รุ่นใหม่ของเรานะ คลิปนี้ก็มีคนดูไปกว่า 6 ล้านครั้งในไม่กี่สัปดาห์แล้ว สร้างสรรค์มากจริงๆ</p>
<p>บ้านเรานะไม่ใช่เมืองนอก จะสำเร็จเหรอ</p>
<p>สำหรับบ้านเราการทำการตลาดในรูปแบบวิดีโออาจจะเพิ่งเริ่มไม่เท่าไร แต่การที่จะทำให้คนเห็นคลิปนั้นเป็นแสนๆ ล้านๆ ครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก ลองดูอย่างคลิป &#8220;Phoenix สื่อรัก มช.&#8221; ที่โชว์ลีลาของน้องนักศึกษาที่ทำการจัดส่งดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานี้ โดยมีการเต้น ร้องเพลง ดูแล้วสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะที่ Youtube คลิปนี้มีคนดูผ่าน 5 แสนครั้งไปแล้วในเดือนเดียว</p>
<p>ถ้าผมเป็นเจ้าของสินค้า เช่น ร้านดอกไม้ ของขวัญ ผมอาจจะติดต่อน้องๆ กลุ่มนี้ให้ไปบริการลักษณะนี้กับลูกค้าเจ้าสำคัญๆ โดยอาจจะทำการบ้านหน่อยว่าลูกค้าคนนั้นชอบเพลงไหน ศิลปินใด เพื่อให้เกิดความประทับใจมากยิ่งขึ้น แล้วถ่ายคลิปมาเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ รับรองว่าใครก็อยากเข้ามาซื้อสินค้ากับคุณ ถึงแม้อาจจะไม่ใช้บริการน้องๆกลุ่มนี้ไปส่ง แต่เป็นเพราะลูกค้ารู้ว่าใช้บริการของคุณแล้วมันแตกต่าง มันเหนือกว่า มันประทับใจกว่ามาก</p>
<p>สรุป</p>
<p>การทำการตลาดผ่าน Social Media นอกจากจะต้องกำหนดว่าจะทำเพื่อชูอะไร สินค้า? บริการ? แบรนด์? ให้ชัดเจนแล้ว มันก็ยังไม่ใช่แค่เพียงการทำคลิป ทำบทความ ทำเนื้อหาอะไรสักอย่างแล้วโยนขึ้นอินเตอร์เน็ต โดยหวังว่ามันจะมีคนเข้ามาดู ชอบ และส่งต่อๆกันไป</p>
<p>แม้สิ่งที่ยากมากแล้วก็คือการหาไอเดียที่ใช่ เนื้อหาที่น่าสนใจ เนื้อหาที่โดน แล้วดูไม่ได้เป็นการยัดเยียดสินค้าจนเกินไป ยังจะต้องคิดเผื่อว่าเขาดูแล้วจะส่งต่อไหม ไม่ใช่ดูจบก็จบไป ประทับใจมากๆแต่ไม่ส่งต่อ ไม่บอกต่อ แบบนี้ก็มีอยู่เยอะ แต่งานที่ยากกว่าจึงเป็นการที่ทำให้มันเกิด ทำให้มันติด ทำให้มันเป็นกระแส ซึ่งเราอาจจะต้องวางแผนเพิ่มเติมด้วยการส่งเนื้อหาที่ทำนี้ไปให้ตรงจุดมากขึ้นถึงกลุ่มมากขึ้น</p>
<p>บางครั้งอาจต้องปั่นกระแสในตอนแรกขึ้นมาให้ติดให้ได้ แล้วใช้การวางแผนที่ดีนำพาให้กระแสนั้นให้ติดไปเรื่อยๆให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>ที่สำคัญ การทำการตลาดผ่าน Social Media ไม่ใช่แค่การเลือกใช้สื่อใดสื่อหนึ่งหรือทางในทางหนึ่ง แต่เป็นการใช้สื่อทุกสื่อ เครื่องมือทุกเครื่องมือที่มีประกอบกัน ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และควรทำการวัดผลว่าลูกค้าที่เข้ามานั้นผ่านมาจากทาง Social Media หรือไม่ เพื่อการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อๆไป</p>
<p>ท้ายที่สุด อย่าไปกังวลกับผลของมันจนมากเกินไป ทำให้มันสนุก ทำให้คุณเองก็ชอบ แล้วมีความสุขกับการทำการตลาดแบบนี้ดีกว่า.</p>
<p>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=33</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (4) : Social Media Marketing เขาทำกันแบบไหน (นะ)</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=29</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=29#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 23:14:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internet Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Application]]></category>
		<category><![CDATA[Bowling Buddies]]></category>
		<category><![CDATA[Burger King]]></category>
		<category><![CDATA[CPC]]></category>
		<category><![CDATA[CPM]]></category>
		<category><![CDATA[Event]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Ads]]></category>
		<category><![CDATA[Geo Challenge]]></category>
		<category><![CDATA[Google AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[Hi5]]></category>
		<category><![CDATA[Minigolf Party]]></category>
		<category><![CDATA[MySpace]]></category>
		<category><![CDATA[Page]]></category>
		<category><![CDATA[Pet Society]]></category>
		<category><![CDATA[Playfish]]></category>
		<category><![CDATA[SMM]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>
		<category><![CDATA[Who Has The Biggest Brain]]></category>
		<category><![CDATA[WHOPPER Sacrifice]]></category>
		<category><![CDATA[Word Challenge]]></category>
		<category><![CDATA[แอปพลิเคชัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[หากย้อนกลับไปสมัยพี่เบิร์ดธงไชยออกอัลบัมบูมเมอร์แรง คำว่าโฆษณาในยุคนั้นชวนให้คิดถึงแต่การประกาศในโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ในโบรชัวร์ดใบปลิวนานาชนิดที่ล้วนเป็นการการสื่อสารทางเดียว เพื่อสร้างแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ตัดสินใจซื้อ
หลายคนเรียกการโฆษณาในวันนั้นว่าการตลาด 1.0 พร้อมกับยื่นชื่อการตลาด 2.0 ให้กับการโฆษณาวันนี้ ซึ่งเป็นการโฆษณาเพื่อผู้บริโภคโดยผู้บริโภคอย่างแท้จริง ลักษณะเด่นคือความเป็น Social Media Marketing ที่ให้ผู้บริโภคร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมสนับสนุน และร่วมกันสร้างชุมชนของผู้ที่สนใจในสิ่งเดียวกันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้ถูกการันตีโดยนักการตลาดตัวจริงมากมาย ว่าสามารถสร้างตลาดและเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล
คำถามว่า Social Media Marketing นั้นทำอะไรได้บ้าง เหรียญสองด้านของการทำการตลาดแบบนี้คืออะไร ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการตลาดอัจฉริยะที่ว่านี้มีอะไรบ้าง บทความนี้ของคุณอภิศิลป์จาก macroart.net ให้คำตอบได้เป็นอย่างดี
Social Media Marketing การตลาดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค
(บทความโดย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ blog.macroart.net)
ในปี 2547 ภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ได้สร้างปรากฎการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ครั้งสำคัญของเมืองไทยขึ้นมา ด้วยหน้าหนังที่ดูเป็นหนังย้อนยุค พระเอกเป็นนักดนตรีระนาดเอก นักแสดงไม่ใช่ดารายอดฮิต ส่งผลให้สัปดาห์แรกของการฉาย หนังทำรายได้ได้น่าผิดหวังมาก
แต่แล้วเหตุการณ์ก็กลับดีขึ้น เมื่อคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเรื่องนี้สนุกกว่าที่คิด เป็นหนังที่มีคุณค่า อยากให้คนไทยทุกคนหาโอกาสดู จนเกิดปรากฎการณ์ “หน้าม้าแบบไม่ได้ค่าจ้าง” ในโต๊ะเฉลิมไทย เว็บพันทิปดอทคอม เมื่อคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วต่างตั้งกระทู้เชียร์หนังกันแบบสุดตัว มีการชักชวนกันแบบปากต่อปากให้ไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>หากย้อนกลับไปสมัยพี่เบิร์ดธงไชยออกอัลบัมบูมเมอร์แรง คำว่าโฆษณาในยุคนั้นชวนให้คิดถึงแต่การประกาศในโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ในโบรชัวร์ดใบปลิวนานาชนิดที่ล้วนเป็นการการสื่อสารทางเดียว เพื่อสร้างแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ตัดสินใจซื้อ</p>
<p>หลายคนเรียกการโฆษณาในวันนั้นว่าการตลาด 1.0 พร้อมกับยื่นชื่อการตลาด 2.0 ให้กับการโฆษณาวันนี้ ซึ่งเป็นการโฆษณาเพื่อผู้บริโภคโดยผู้บริโภคอย่างแท้จริง ลักษณะเด่นคือความเป็น Social Media Marketing ที่ให้ผู้บริโภคร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมสนับสนุน และร่วมกันสร้างชุมชนของผู้ที่สนใจในสิ่งเดียวกันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้ถูกการันตีโดยนักการตลาดตัวจริงมากมาย ว่าสามารถสร้างตลาดและเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล</p>
<p>คำถามว่า Social Media Marketing นั้นทำอะไรได้บ้าง เหรียญสองด้านของการทำการตลาดแบบนี้คืออะไร ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการตลาดอัจฉริยะที่ว่านี้มีอะไรบ้าง บทความนี้ของคุณอภิศิลป์จาก macroart.net ให้คำตอบได้เป็นอย่างดี</p></blockquote>
<h2>Social Media Marketing การตลาดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค</h2>
<p>(<em>บทความโดย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ blog.macroart.net</em>)</p>
<p>ในปี 2547 ภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ได้สร้างปรากฎการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ครั้งสำคัญของเมืองไทยขึ้นมา ด้วยหน้าหนังที่ดูเป็นหนังย้อนยุค พระเอกเป็นนักดนตรีระนาดเอก นักแสดงไม่ใช่ดารายอดฮิต ส่งผลให้สัปดาห์แรกของการฉาย หนังทำรายได้ได้น่าผิดหวังมาก<span id="more-29"></span></p>
<p>แต่แล้วเหตุการณ์ก็กลับดีขึ้น เมื่อคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเรื่องนี้สนุกกว่าที่คิด เป็นหนังที่มีคุณค่า อยากให้คนไทยทุกคนหาโอกาสดู จนเกิดปรากฎการณ์ “หน้าม้าแบบไม่ได้ค่าจ้าง” ในโต๊ะเฉลิมไทย เว็บพันทิปดอทคอม เมื่อคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วต่างตั้งกระทู้เชียร์หนังกันแบบสุดตัว มีการชักชวนกันแบบปากต่อปากให้ไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ จนท้ายที่สุดโหมโรงก็ทำรายได้สูงถึง 50 ล้านบาท</p>
<p>ปรากฎการณ์ที่ผู้บริโภคทำการตลาดให้สินค้าแบบฟรีๆ หรือ <a title="Social Media Marketing - SMM" href="http://www.thailandseo.org/">Social Media Marketing</a> เช่นนี้เกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง เกิดขึ้นกับหลายอุตสาหกรรม และเกิดกับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม ตัวอย่างเช่น ร้านขายอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ในซอยลึกที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่เมื่อมีลูกค้าไปใช้บริการแล้วถ่ายรูปอาหารมาโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นร้านนี้ก็มีลูกค้าแน่นร้านตลอด</p>
<h2>Facebook เครือข่ายสังคมเพื่อการตลาด 2.0</h2>
<p>ปัจจุบันนี้มีเว็บ Social Network เกิดขึ้นมากมายหลายเว็บ ที่ฮิตที่สุดในไทยก็ยังคงเป็น Hi5 แต่ที่กำลังเริ่มครองใจผู้ใช้ชาวไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ Facebook ซึ่งมีเกมอย่าง Pet Society ที่ดึงดูดทั้งกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานให้เข้าไปใช้ Facebook กันมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ส่วนตัวผู้เขียนเองเริ่มใช้ Facebook เมื่อประมาณปีกว่าที่ผ่านมา ยอมรับว่าการใช้งานในครั้งแรกๆ นั้นไม่ค่อยน่าประทับใจ ในเว็บมีแต่ตัวอักษรเต็มไปหมด ยังไม่มีภาษาไทย ไม่มีรูปภาพให้ดูเยอะๆ แบบ Hi5 แถมยังไม่ค่อยมีเพื่อนมาเล่นด้วย แต่หลังจากที่ได้ลองเล่นไปสักพักหนึ่งถึงได้พบกับศักยภาพด้าน <a title="Social Media Marketing - SMM" href="../">Social Media Marketing</a> อันทรงพลังที่เว็บ Social Network รายอื่นๆ เทียบได้ยาก</p>
<div id="attachment_30" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-30" title="Pocky Fanclub" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Pocky-Fanclub-300x275.jpg" alt="หน้าแฟนคลับของขนมชื่อดังที่มีแฟนแล้วแสนกว่าคนทั่วโลก" width="300" height="275" /><p class="wp-caption-text">หน้าแฟนคลับของขนมชื่อดังที่มีแฟนแล้วแสนกว่าคนทั่วโลก</p></div>
<p>ความสามารถแรกคือการสร้างหน้าแฟนคลับ (Page) ที่ใครๆ ก็เข้าไปสร้างได้เลย ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า เจ้าของร้านค้า ผู้สร้างภาพยนตร์ สโมสรฟุตบอล ดารา นักการเมือง นักเขียน หรืออะไรก็ตาม คุณสามารถมีแฟนคลับของคุณเองได้ เมื่อสร้างหน้าแฟนคลับขึ้นมาแล้ว คุณก็เพียงเชิญชวนเพื่อนๆ ของคุณให้มาร่วมเป็นแฟน ซึ่งพวกเขาก็สามารถไปชวนเพื่อนของเขามาร่วมได้อีก</p>
<p>ความสามารถที่สองคือการสร้างหน้ากิจกรรม (Event) ที่ใช้เมื่อคุณกำลังจะจัดงานต่างๆ เช่น งานเปิดตัวสินค้า งานลดราคา งานสัมมนา นิทรรศการ เป็นต้น แล้วต้องการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Social Network ผู้ที่สนใจจะร่วมงานสามารถลงชื่อเพื่อเข้าร่วมได้ และด้วยพลังของเครือข่าย เพื่อนของผู้ที่ลงชื่อร่วมงานก็จะทราบว่าเขาจะไปงานนี้ ถ้าหากเพื่อนสนใจก็ลงชื่อไปงานนี้ด้วยได้ทันที</p>
<p>ความสามารถต่อมาคือแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งเป็นความสามารถที่ทำให้จำนวนผู้ใช้ Facebook แซงหน้า MySpace ไปเกือบเท่าตัวภายในเวลาเพียงปีเดียว เนื่องจาก Facebook เปิดให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันต่อยอดไปบนเครือข่ายสังคมที่ Facebook มีอยู่ได้ นักการ ตลาด 2.0 ที่อยากเข้าถึงฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ของ Facebook ต่างก็พัฒนาแอปพลิเคชันออกมาเป็นจำนวนมาก และแอปพลิเคชันเหล่านี้เองที่เป็นตัวเร่งให้จำนวนผู้ใช้ Facebook เพิ่มสูงขึ้น และใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บนานขึ้นด้วย</p>
<p>ผู้สร้างแอปพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในด้านจำนวนผู้ ใช้ก็คือ Playfish ผู้พัฒนาเกมน่ารักๆ อย่าง Pet Society ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของ Facebook นอกจากนี้ยังมีเกมอื่นๆ อย่างเช่น Geo Challenge, Who Has The Biggest Brain?, Word Challenge, Bowling Buddies และ Minigolf Party ซึ่งล้วนแล้วแต่ติดอยู่ใน 10 อันดับแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมสูงสุด</p>
<p>นักการตลาด 2.0 มักจะใช้แอปพลิเคชันบน Facebook ในการสร้างแบรนด์ ที่นิยมอย่างมากก็คือการให้ผู้ใช้แนะนำแอปพลิเคชันไปให้เพื่อนๆ เพื่อรับสิทธิ์บางอย่าง ตัวอย่างเช่น Starbucks เคยให้ผู้ใช้เลือกรูปกาแฟตามที่ต้องการแล้วส่งไปให้เพื่อน ยิ่งส่งมากก็ยิ่งลุ้นรับคูปองดื่ม Starbucks ฟรีมาก</p>
<p>แต่แอปพลิเคชันที่เป็นข่าวฮือฮาเมื่อช่วงต้นปีก็คือ WHOPPER Sacrifice ของ Burger King ที่ให้ผู้ใช้เลือกว่าจะรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบน Facebook เอาไว้ หรือจะลบชื่อพวกเขาทิ้งไป 10 คนเพื่อแลกรับเบอร์เกอร์ฟรีหนึ่งชิ้น ผลปรากฎว่ามีคนที่ถูกตัดเพื่อนมากถึง 233,906 คน เพราะเพื่อนของตัวเองเห็นว่าเบอร์เกอร์มีค่ามากกว่ามิตรภาพ</p>
<div id="attachment_31" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-31" title="WHOPPER Sacrifice - Burger King" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/WHOPPER-Sacrifice-Burger-King-300x225.jpg" alt="WHOPPER Sacrifice ของ Burger King" width="300" height="225" /><p class="wp-caption-text">WHOPPER Sacrifice ของ Burger King</p></div>
<p>ความสามารถสุดท้ายของ Facebook ที่ผู้เขียนอยากแนะนำก็คือการโฆษณาผ่าน Facebook ซึ่งมีความพิเศษกว่าการโฆษณาบนเว็บไซต์อื่นๆ ตรงที่ผู้โฆษณาสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น ประเทศ อายุ เพศ การศึกษา สถานภาพ ความสนใจในเรื่องต่างๆ การที่ Facebook สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดขนาดนี้ก็เพราะผู้ใช้แต่ละคนต่างก็มีหน้า Profile ของตัวเองที่ระบุข้อมูลเหล่านี้ไว้ Facebook เพียงแสดงโฆษณาที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายเอาไว้แล้วให้ตรงกับผู้ใช้แต่ละคน</p>
<p>ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาบน Facebook นั้นคล้ายคลึงกับการโฆษณาด้วย Google AdWords ผู้โฆษณาสามารถเลือกได้ว่าจะโฆษณาแบบ CPM หรือ CPC สามารถกำหนดราคาประมูลโดยเริ่มต้นที่ 0.01 เหรียญ และกำหนดงบประมาณต่อวันต่ำสุดที่วันละ 1 เหรียญ</p>
<h2>การรับฟังผู้บริโภคคือการตลาดที่ดีที่สุด</h2>
<p>ด้วยอำนาจการบอกต่อที่ไม่มีขีดจำกัด ทำให้ Social Network กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังอย่างมากในยุคนี้ แต่ในทางกลับกัน มันอาจจะเป็นอาวุธทำลายชื่อเสียงของธุรกิจคุณได้เช่นกัน</p>
<p>Starbucks เคยสร้างหน้ากิจกรรมบน Facebook เพื่อให้สมาชิก Facebook มาร่วมงานการกุศลที่ Starbucks สาขาใกล้บ้าน แต่กลับมีสมาชิกบางคนที่นำรูปภาพ และคลิปวิดีโอต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมของ Starbucks ไปโพสต์ไว้บนหน้ากิจกรรม ซึ่งมีผู้ที่เห็นหน้านี้ไม่ต่ำกว่า 216,000 คน</p>
<p><a title="Social Media Marketing - SMM" href="../">Social Media Marketing</a> จึงเป็นเสมือนดาบสองคม เพราะอำนาจในการกระจายข่าวได้ตกไปอยู่ในมือผู้บริโภคแล้ว นักการตลาดไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนแต่ก่อน แต่สิ่งที่นักการตลาดจะทำได้ก็คือการเฝ้าติดตามและเงี่ยหูฟังเสียงของผู้บริโภค อย่างใกล้ชิด และเอาใจใส่กับความไม่พอใจของผู้บริโภคให้เร็วที่สุด</p>
<p>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=29</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (3) : ขายของด้วยเสิร์ชเอนจิ้น</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=24</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=24#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 22:59:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internet Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[add url]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[keyword]]></category>
		<category><![CDATA[keywords]]></category>
		<category><![CDATA[Related Keyword]]></category>
		<category><![CDATA[Related Keywords]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engines]]></category>
		<category><![CDATA[SEM]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[TARAD]]></category>
		<category><![CDATA[Title Page]]></category>
		<category><![CDATA[Yahoo]]></category>
		<category><![CDATA[ผลลัพธ์การค้นหา]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[หากคุณเดินเข้าไปใน ห้างสรรพสินค้าเพราะต้องการซื้อสินค้าสักชิ้น คุณสามารถเดินไปที่ชั้นวางของสินค้านั้นได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ทราบที่ตั้ง คุณก็สามารถถามพนักงานขายได้เลยทันที แต่ถ้าเป็นโลกสรรพสินค้าในจักรวาลออนไลน์ คุณจะไปถามหาสินค้าที่ต้องการได้จากใครถ้าไม่ใช่ Search Engine
ผู้สร้าง &#8220;ตลาดดอทคอม&#8221; ตลาดขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของประเทศไทย บอกเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนให้ Search Engine กลายเป็นพนักงานขายของคุณแบบ ไม่มีค่าใช้จ่าย เชื่อว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เริ่มคิดจะขายของออนไลน์ ขณะที่คนที่เริ่มไปแล้วก็สามารถตรวจดูได้ว่า เว็บไซต์หน้าร้านของคุณนั้นยังขาดเหลือสิ่งใดไปบ้าง ในการทำให้เสิร์ชเอนจิ้นนำเสนอข้อมูลบนเว็บของคุณได้เต็มที่
เรียกว่า อ่านดีๆ งานนี้มีรวยค่ะ
E-Commerce กับ Search Engine Marketing (SEM)
(บทความโดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ: tarad.com)
หากคุณต้องการหาซื้อสินค้าซักชิ้นนึง และอยากหาซื้อสินค้านี้ในช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ คุณจะหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างไร? ผมว่าคนเกือบ 90% จะบอกว่า ก็ค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการในบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ หรือ Search Engine เอาสิ.! แหมเป็นวิธีที่คนเกือบทุกคนทั่วประเทศและทั่วโลก ต่างก็ใช้วิธีนี้กันหมดแหละ ซึ่งผมว่าหลายๆ คนก็คงจะเลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน
นั่นคงจะเป็นคำตอบของผู้ที่ซื้อและค้นหาข้อมูล แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ &#8220;ผู้ขาย&#8221; ของทางอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ก็คงอยากให้ข้อมูลสินค้าของเว็บไซต์ของคุณ ไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลของการค้นหาในระบบ Search Engine ที่คนค้นหา &#8220;คำ&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>หากคุณเดินเข้าไปใน ห้างสรรพสินค้าเพราะต้องการซื้อสินค้าสักชิ้น คุณสามารถเดินไปที่ชั้นวางของสินค้านั้นได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ทราบที่ตั้ง คุณก็สามารถถามพนักงานขายได้เลยทันที แต่ถ้าเป็นโลกสรรพสินค้าในจักรวาลออนไลน์ คุณจะไปถามหาสินค้าที่ต้องการได้จากใครถ้าไม่ใช่ Search Engine</p>
<p>ผู้สร้าง &#8220;ตลาดดอทคอม&#8221; ตลาดขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของประเทศไทย บอกเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนให้ Search Engine กลายเป็นพนักงานขายของคุณแบบ ไม่มีค่าใช้จ่าย เชื่อว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เริ่มคิดจะขายของออนไลน์ ขณะที่คนที่เริ่มไปแล้วก็สามารถตรวจดูได้ว่า เว็บไซต์หน้าร้านของคุณนั้นยังขาดเหลือสิ่งใดไปบ้าง ในการทำให้เสิร์ชเอนจิ้นนำเสนอข้อมูลบนเว็บของคุณได้เต็มที่</p>
<p>เรียกว่า อ่านดีๆ งานนี้มีรวยค่ะ</p></blockquote>
<h2>E-Commerce กับ Search Engine Marketing (SEM)</h2>
<p>(<em>บทความโดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ: tarad.com</em>)</p>
<p>หากคุณต้องการหาซื้อสินค้าซักชิ้นนึง และอยากหาซื้อสินค้านี้ในช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ คุณจะหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างไร? ผมว่าคนเกือบ 90% จะบอกว่า ก็ค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการในบริการค้นหาข้อมูลออนไลน์ หรือ Search Engine เอาสิ.! แหมเป็นวิธีที่คนเกือบทุกคนทั่วประเทศและทั่วโลก ต่างก็ใช้วิธีนี้กันหมดแหละ ซึ่งผมว่าหลายๆ คนก็คงจะเลือกใช้วิธีนี้เช่นกัน<span id="more-24"></span></p>
<p>นั่นคงจะเป็นคำตอบของผู้ที่ซื้อและค้นหาข้อมูล แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ &#8220;ผู้ขาย&#8221; ของทางอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ก็คงอยากให้ข้อมูลสินค้าของเว็บไซต์ของคุณ ไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลของการค้นหาในระบบ Search Engine ที่คนค้นหา &#8220;คำ&#8221; (Keyword) ที่เกี่ยวข้อง (Related) กับสินค้าของคุณ แต่การที่จะให้ข้อมูลสินค้าหรือเว็บไซต์ของคุณขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลของการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine ดังๆ อย่าง Google.com หรือ Yahoo.com คงจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ และเป็นเรื่องบังเอิญได้บ่อยครั้งหรอกครับ มันมีวิธีการและขั้นตอนการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ขึ้นไปเด่นเป็นสง่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหาได้อย่างไม่ยากเลย</p>
<p>เราเรียกวิธีการทำแบบนี้ว่า การตลาดผ่านการค้นหา (<a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a>) ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า การตลาดวิธีนี้เกี่ยวข้องกับการค้าขายออนไลน์หรือ <a title="e-commerce" href="http://www.thailandseo.org/">E-Commerce</a> แทบจะ 100% เลย</p>
<p>จากประสบการณ์ของผม เว็บไซต์ร้านค้าขายของใน TARAD.com ที่ผมให้เปิดให้บริการอยู่ หลายๆ เว็บไซต์ร้านส่วนใหญ่ มียอดขายมากเกิน 50% มาจากคนที่เข้ามาเว็บไซต์ของเค้า ผ่านมาทางการค้นหาข้อมูลจาก Search Engine และบางเว็บไซต์มียอดขายมากกว่า 90% ที่ลูกค้ามักจะเข้ามาซื้อสินค้าของร้านค้าของเค้าผ่านการค้นหาผ่าน Search Engine แต่หลายๆ คนมักจะถามว่า &#8220;ทำยังไงเว็บไซต์ของผม ถึงจะไปอยู่อันดับต้นๆ ของการค้นหาได้?&#8221; ของแบบนี้คงอาจจะได้มาจากโชคช่วย หรือไม่คุณก็สามารถสร้างโชคให้มันเข้ามาหาคุณได้เช่นกัน</p>
<h2>แอบสังเกตพฤติกรรมคนค้นหาสินค้าผ่านเว็บ</h2>
<p>ส่วนใหญ่คนที่จะค้นหาสินค้าเกือบ 80% มักจะค้นหาข้อมูลสินค้า จาก Search Engine และส่วนใหญ่จะใช้ ยี่ห้อ, รุ่น, สเป็ก ของสินค้าที่ต้องการหา เป็นคำในการค้นหา เช่น ผมต้องการหาซื้อ รถยนต์ BMW 323i ปี 2000 ผมก็ค้นหาด้วยคำว่า &#8220;BMW 323i ปี 2000&#8243; ซึ่งจะเห็นว่าจะเป็นการค้นหาด้วย ยี่ห้อ รุ่น ซะส่วนใหญ่</p>
<p>ในบางกรณี จะเริ่มมีการระบุตำแหน่ง หรือพื้นที่ที่ต้องการซื้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อระบุให้แคบลงมาว่า ต้องการหาข้อมูลสินค้านี้ในพื้นที่นั้นๆ เช่น ผมต้องการหาซื้อ เฟอร์นิเจอร์ และผมอยู่เชียงใหม่ ผมก็จะค้นหาคำว่า &#8220;เฟอร์นิเจอร์ เชียงใหม่&#8221; นี้คือพฤติกรรมโดยทั่วไปของคนที่มักจะค้นหาสินค้าทางออนไลน์</p>
<h2>เทคนิคง่ายๆ บ้านๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์คุณติดในการค้นหา</h2>
<p>ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการค้นหา ข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์อย่างไร เราลองมาดูว่าจะทำยังไงให้เว็บไซต์ของเรา มีโอกาสที่จะไปติดอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine ได้บ้าง</p>
<p>ผมคงไม่ลงรายละเอียดเชิงเทคนิค ว่าเราจะทำยังไงให้เว็บเราติดการค้นหา ของ Search Engine เพราะมันอาจจะต้องเล่ายาวมากๆ และอาจจะต้องมีขั้นตอนในเชิงเทคนิคมากมาย ที่คุณจะต้องไปปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณ แต่ ผมจะแนะนำเทคนิคง่ายๆ สำหรับท่านที่มีเว็บไซต์ ไว้ขายสินค้าของตัวเอง ว่าจะทำยังไง ถึงทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาผ่านระบบ Search Engine ครับ</p>
<h2>5 วิธีการง่ายๆ เพิ่มโอกาสเว็บไซต์ติด Search Engine</h2>
<p>1.ในหน้าเว็บไซต์ สินค้าของคุณ ควรจะมี ชื่อสินค้า ยี่ห้อ รุ่น อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณอย่างชัดเจน และถูกตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่คุณจะใส่ได้แก่ ด้านบนสุดของหน้าเว็บไซต์ (Title Page)</p>
<p>2. ในหน้าๆ นั้น ควรจะมี ชื่อสินค้า ยี่ห้อ รุ่น ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง เช่น Nokia 5800 ก็ควรมีการเขียนคำๆ นี้ลงไปในหน้าสินค้าของคุณซ้ำกันหลายๆ ครั้ง เพื่อทำให้ระบบ Search Engine เข้าใจว่า หน้านี้น่าจะเกี่ยวข้องกับ Nokia 5800 เพราะหน้านี้มีคำๆ นี้ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง (โอกาสที่จะติดอยู่ในอันดับแรกๆ ก็จะเริ่มมีแล้ว)</p>
<p>3. หน้าเว็บไซต์สินค้าของคุณ &#8220;ไม่ควรมีข้อมูลสินค้าเพียงไม่กี่ประโยค และก็ราคาเท่านั้น&#8221; เพราะจะทำให้ระบบค้นหาข้อมูลหรือ Search Engine คิดว่าข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณน้อยเกินไป ซึ่งนั้นหมายถึงโอกาสที่จะไปติดอันดับต้นๆ ก็น้อยตามลงไปด้วย</p>
<p>ในทางที่ถูกต้อง คุณควรจะให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้ามาก และครบถ้วนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการให้ข้อมูลที่มากเพียงพอ เช่น ข้อมูลสเป็กรายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วน (ภายในเนื้อหาที่ใส่ลงไป ก็อย่าลืมทรอดแทรก ยี่ห้อ สินค้า และรุ่นลงไปด้วย) นอกจากจะทำให้คนที่เข้าซื้อสินค้าของคุณ อ่านและเข้าใจในตัวสินค้าแล้ว ยังช่วยทำให้เพิ่มโอกาสในการทำให้ Search Engine ค้นหาเว็บไซต์คุณเจอได้เช่นกัน</p>
<p>4. หากคุณต้องการเน้นขายคนในพื้นที่เดียวกับคุณเช่น ขายคนในจังหวัด ภาค หรืออำเภอ การใส่ข้อมูลที่เป็นพื้นที่ลงไปในเว็บไซต์ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราติดอยู่ ในอันดับต้น ๆ หาคนค้นหาผ่าน ชื่อจังหวัดลงไป พร้อมสินค้า</p>
<p>5. พยายามแลกลิงค์ หรือทำลิงค์มาจากเว็บไซต์อื่นๆ เยอะ มาหาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งหามีเยอะ และยิ่งมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จัก และโด่งดัง นั้นหมายถึง เว็บไซต์ของคุณก็จะมีโอกาส ติดใน Search Engine ได้เร็วมากขึ้น หรือจะเข้าไปที่ หรือจะเข้าไปเพิ่มเว็บไซต์ของเราตรงๆ เช่นของ Google.com สามารถเพิ่มเว็บไซต์เข้าไปได้ที่ <a class="linkification-ext" title="Linkification: http://www.google.com/addurl" href="http://www.google.com/addurl">www.google.com/addurl</a> ได้เลย นี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะทำ Search Engine รู้จักเว็บเราได้เร็วมากขึ้น</p>
<p>ทั้ง 5 วิธีนี้ เป็นขั้นตอนง่ายๆ ของการทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> ที่คุณสามารถทำได้เองง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการพัฒนาเว็บไซต์อะไรมากมาย เพียงแต่อาศัยการ เขียนและการวางข้อมูลลงไปในหน้าเว็บไซต์ที่มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันจะมีเทคนิคและวิธีการเชิงลึกมากกว่านี้เยอะ เอาเป็นว่าหากใครสนใจ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมได้ฟรีๆ ที่ pawoot.com ผมมีบทความสำหรับเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> ไว้ให้คุณสามารถไปศึกษาต่อเองได้เลย หรือจะลองเข้าไปที่ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">SEM</a>.or.th เว็บไซต์ของชมรม <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> ของไทย ที่มีเว็บบอร์ด และข้อมูลเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Search Engine มากมาย</p>
<p>ต้องบอกว่า ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องที่คนทำเว็บไซต์และคนค้าขายออนไลน์ควรศึกษา และติดตามอยู่ตลอดเวลา เพราะนั้นหมายถึง โอกาสการเพิ่มยอดขาย และเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆ</p>
<p>ยังไงก็ขอให้ลองทำดูนะครับ เพราะมันไม่ยากเลย</p>
<p>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=24</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (2) : น้ำพึ่งเรือ การตลาดพึ่งบล็อก</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=15</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=15#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 22:31:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internet Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Pay per click]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[Adsense]]></category>
		<category><![CDATA[Bid]]></category>
		<category><![CDATA[Bidding]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[Exteen]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Google Adsense]]></category>
		<category><![CDATA[Google AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[Open Source]]></category>
		<category><![CDATA[PPC]]></category>
		<category><![CDATA[ROI]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engines]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Web Log"]]></category>
		<category><![CDATA[Weblog]]></category>
		<category><![CDATA[Wordpress]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[เสิร์ชเอ็นจิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[ไดอารี่ออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[ร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ในซอยแสนลึกลับ ทำไมคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งรอสั่งอาหารอย่างคึกคักถึงหาร้านพบ รีสอร์ทขนาดเล็กอบอุ่นที่ไม่ได้มีหน้าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ทำไมจึงมีลูกค้ามาจองตลอดปี หรือแม้แต่บุฟเฟต์อาหารนานาชาติแสนแพงที่โด่งดังเฉพาะกลุ่มในสมัยก่อน ทำไมวันนี้จึงสามารถขยายกลุ่มตลาดไปยังมนุษย์เงินเดือนหรือวัยรุ่นได้
เราเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่สามารถเป็นตัวช่วยของคำถามเหล่านี้ได้ดี คือ บล็อก ไดอารี่ออนไลน์ สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ชาวเน็ต ฟังเหมือนเพื่อนที่บอกกันปากต่อปาก มาพร้อมรูปสวยมหาศาลผลพวงจากการขยายตัวของกล้องดิจิตอล จนส่งให้บล็อกสามารถเป็นเครื่องมือด้านการตลาดชั้นดี
บทความในวันนี้จะทำให้คุณเข้าใจความเกี่ยวข้องของบล็อกและการตลาด ผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่จะเป็นบันไดอีกขั้นของการทำงานบนผืนนาไอทีแห่งนี้
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า : &#8220;Blog&#8221; กับ &#8220;Search Engine Marketing&#8221; (SEM)
(บทความโดย สุธี จันทร์แต่งผล &#8211; eblogbiz.com)
ในพื้นที่ของโลกออนไลน์ มีหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างก้าวกระโดด บริการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแทบทุกอย่างในชีวิตของเรา และหลายอย่างมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่สิ่งที่เราทำลงไป แท้จริงๆ แล้วมันสามารถสร้างรายได้ให้เราได้โดยที่เรากำลังมองข้ามมันไปเสียด้วย
คุณเคยได้ยิน หรือรู้จัก อาชีพ &#8220;บล็อกเกอร์&#8221; บ้างหรือไม่? อาชีพเหล่านี้มีอยู่จริงๆในหลายๆประเทศ พวกเขาเหล่านั้นมีรายได้จากการเขียนบล็อกในหลายๆเรื่องที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ เรื่องทางเทคนิคด้านเทคโนโลยีต่างๆ, เขียนข่าว, เล่าเรื่องการทำอาหาร หรือแม้แต่ เล่าเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไปของพวกเขาเหล่านั้นเอง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยเงินเดือนหลักพันไปจนถึงตัวเลขรายได้หก หลัก จากการเขียนบล็อก!
เว็บบล็อก หรือ บล็อกแท้จริงคือ?
สำหรับในบ้านเราเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่ในซอยแสนลึกลับ ทำไมคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งรอสั่งอาหารอย่างคึกคักถึงหาร้านพบ รีสอร์ทขนาดเล็กอบอุ่นที่ไม่ได้มีหน้าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ทำไมจึงมีลูกค้ามาจองตลอดปี หรือแม้แต่บุฟเฟต์อาหารนานาชาติแสนแพงที่โด่งดังเฉพาะกลุ่มในสมัยก่อน ทำไมวันนี้จึงสามารถขยายกลุ่มตลาดไปยังมนุษย์เงินเดือนหรือวัยรุ่นได้</p>
<p>เราเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่สามารถเป็นตัวช่วยของคำถามเหล่านี้ได้ดี คือ บล็อก ไดอารี่ออนไลน์ สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ชาวเน็ต ฟังเหมือนเพื่อนที่บอกกันปากต่อปาก มาพร้อมรูปสวยมหาศาลผลพวงจากการขยายตัวของกล้องดิจิตอล จนส่งให้บล็อกสามารถเป็นเครื่องมือด้านการตลาดชั้นดี</p>
<p>บทความในวันนี้จะทำให้คุณเข้าใจความเกี่ยวข้องของบล็อกและการตลาด ผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่จะเป็นบันไดอีกขั้นของการทำงานบนผืนนาไอทีแห่งนี้</p></blockquote>
<h2>น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า : &#8220;Blog&#8221; กับ &#8220;Search Engine Marketing&#8221; (SEM)</h2>
<p>(<em>บทความโดย สุธี จันทร์แต่งผล &#8211; eblogbiz.com</em>)</p>
<p>ในพื้นที่ของโลกออนไลน์ มีหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างก้าวกระโดด บริการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นแทบทุกอย่างในชีวิตของเรา และหลายอย่างมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่สิ่งที่เราทำลงไป แท้จริงๆ แล้วมันสามารถสร้างรายได้ให้เราได้โดยที่เรากำลังมองข้ามมันไปเสียด้วย<span id="more-15"></span></p>
<p>คุณเคยได้ยิน หรือรู้จัก อาชีพ &#8220;บล็อกเกอร์&#8221; บ้างหรือไม่? อาชีพเหล่านี้มีอยู่จริงๆในหลายๆประเทศ พวกเขาเหล่านั้นมีรายได้จากการเขียนบล็อกในหลายๆเรื่องที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ เรื่องทางเทคนิคด้านเทคโนโลยีต่างๆ, เขียนข่าว, เล่าเรื่องการทำอาหาร หรือแม้แต่ เล่าเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไปของพวกเขาเหล่านั้นเอง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยเงินเดือนหลักพันไปจนถึงตัวเลขรายได้หก หลัก จากการเขียนบล็อก!</p>
<h2>เว็บบล็อก หรือ บล็อกแท้จริงคือ?</h2>
<p>สำหรับในบ้านเราเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในบ้านเรากำลังนิยมเขียน &#8220;<strong>ไดอารี่ออนไลน์</strong>&#8221; ซึ่งในยุคนั้นดูเหมือนจะเป็นกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลพาเว็บไซต์หลายๆ เว็บ โดยเฉพาะเว็บผู้ให้บริการไดอารี่ออนไลน์ ผุดขึ้นราวหลายต่อหลายเว็บ พูดง่ายๆ คือ มันคือยุคเฟื่องฟูแห่งไดอารี่ออนไลน์</p>
<p>แต่ผ่านไปไม่นานนัก กระแสที่ไหลมาติดๆ บนโลกออนไลน์ที่มักจะมีสิ่งใหม่ๆ มาให้ผู้ใช้งานได้ตื่นตาตื่นใจได้อย่างต่อเนื่องก็เห็นจะเป็น &#8220;เว็บบล็อก&#8221; หรือ &#8220;บล็อก&#8221; ที่ปัจจุบันนี้ ใครไม่มีบล็อก ไม่ได้เขียนบล็อกก็ดูเหมือนจะตกยุคตกสมัยกันไปแล้ว แต่ทำไม เว็บบล็อก จึงมากินหรือแย่งลูกค้าของไดอารี่ออนไลน์ได้ภายในเวลาไม่นาน?</p>
<p>เว็บบล็อกจริงๆ แล้วเกิดขึ้นมาหลายปีในฝั่งอเมริกา และยุโรป ในช่วงเริ่มต้นที่ก่อกำเนิดนั้น มันเป็นเพียง &#8220;Web Log&#8221; ที่เหล่าคนที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว หรือภายในกลุ่ม เป็นเพียงการบันทึกสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานว่าได้ทำอะไร ผ่านไปบ้างแล้ว เพื่อให้ใช้ทบทวนหรือแจ้งข่าวการพัฒนาปรับปรุงส่วนต่างๆ ไว้นั่นเอง</p>
<p>หลังจากนั้น การเขียนเจ้า &#8220;Weblog&#8221; ก็เริ่มขยายตัวของมันออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความมีสาระของมันนั่นเอง จนทำให้แตกหน่อ ออกเป็นหลากหลายประเภท และหลายคนใช้เว็บบล็อกเป็นที่เขียนไดอารี่ส่วนตัวอีกด้วย</p>
<div id="attachment_16" class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-16" title="Time person of the year" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Time-person-of-the-year.jpg" alt="บุคคลแห่งปี 2006 นิตยสารไทม์ ยกให้พวกเราทุกคน ซึ่งส่วนหนึ่งคือ เหล่าบล็อกเกอร์ทั่วโลกนั่นเอง" width="400" height="535" /><p class="wp-caption-text">บุคคลแห่งปี 2006 นิตยสารไทม์ ยกให้พวกเราทุกคน ซึ่งส่วนหนึ่งคือ เหล่าบล็อกเกอร์ทั่วโลกนั่นเอง</p></div>
<p>ดังนั้น ด้วยความที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในบ้านเรา ชื่นชอบการเขียนไดอารี่ จดบันทึกเรื่องราวหลายๆอย่างอยู่เป็นทุนเดิม ความเป็นเว็บบล็อกที่มีกว้างอย่างอิสระในการเขียนมากกว่าไดอารี่ส่วนตัว ในแง่ของเนื้อหาที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถเขียนบันทึกประจำวัน เขียนรีวิวมือถือใหม่ของตน ร้านอาหารที่ไปกินมา หรือแม้แต่สาระทางวิชาการเพื่อจดเป็นบันทึกช่วยจำ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เว็บบล็อกเข้าครอบครองส่วนแบ่งตลาดของไดอารี่ออนไลน์ ได้อย่างไม่ยากเย็น สังเกตได้จาก การเจริญเติบโตของผู้ให้บริการเว็บบล็อกอย่าง Exteen.com ที่โตอย่างต่อเนื่องแตกต่างกับเว็บไดอารี่ออนไลน์หลายๆ ค่ายที่โตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด</p>
<h2>เริ่มต้นบล็อกอย่างไรให้สำเร็จ?</h2>
<p>มาถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มสนใจหรืออยากรู้ว่า ทำอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งที่อยากจะบอกและง่ายที่สุดในการเริ่มต้นกับการเป็น &#8220;<strong>บล็อกเกอร์</strong>&#8221; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ด้วย ทุกทางที่มีแนวทางแนวโน้มจะทำให้เราสามารถสร้างรายได้ย่อมจะเป็นเหมือนกับ แสงสว่างปลายทางที่มืดมนนั่นเอง</p>
<p>สิ่งแรก เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ในการเริ่มต้นเขียนบล็อก คือ ค้นหาความชอบของตัวเองให้เจอ สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกๆที่หลายคนมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง เพราะมองที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวว่าจะได้เงินได้อย่างไร โดยลืมสิ่งง่ายๆ เหล่านี้ไปนั่นเอง เพราะการจะเป็น &#8220;<strong>บล็อกเกอร์มืออาชีพ</strong>&#8221; นั้นไม่ใช่ว่า คุณเขียนวันนี้ อาทิตย์หน้ามันจะสร้างรายได้ให้เราได้ทันทีทันใด มันจะต้องอาศัยเวลาของการบ่มเพาะ และพิสูจน์ความน่าสนใจของบล็อกของเราอยู่ซักระยะหนึ่ง ดังนั้น การที่เราต้องมานั่งเขียนเนื้อหาที่เราไม่ได้ชอบ ไม่รัก ไม่ได้สนใจ เป็นประจำนั้น มันจะกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย และท้อแท้ในที่สุด</p>
<p>แต่ในทางตรงกันข้าม หาเรามีความรักความชอบอะไรซักอย่างนึงและนำมาเขียน มันก็เป็นการง่ายที่จะเขียนเล่าเรื่องราวในสิ่งเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้ เข้าใจ เนื้อเรื่องบทความนั้นๆได้ง่าย เช่น กรณีอย่างมีแม่บ้านชาวญี่ปุ่นคนนึง ชื่นชอบในการทำอาหาร และมักจะซื้อเครื่องครัวใหม่ๆ มาลองใช้ทำกับข้าวที่บ้าน ซึ่งเธอก็เปลี่ยนจากการเล่าในเพื่อนบ้านฟัง มาเป็นการเขียนเล่าเรื่องการทำอาหารกับเครื่องครัวแต่ละชิ้นของเธอให้คนบนโลกอินเตอร์เน็ตฟัง ผลสุดท้ายเหล่าบริษัทที่ขายเรื่องครัวต่างพากันมาจ้างให้เธอช่วยทดสอบเครื่องครัว และเขียนลงในเว็บบล็อกของเธอ โดยให้ค่าตอบแทนไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือเครื่องครัวชิ้นใหม่ๆ</p>
<p>เมื่อคุณค้นพบแล้วว่า คุณชื่นชอบอะไร รักหรือสนุกกับการทำอะไรซักอย่าง และอยากเขียนมันให้คนอื่นๆ ได้อ่านบ้าง ก็เริ่มต้นเปิด &#8220;เว็บบล็อกเล็กๆ&#8221; โดย อาจจะใช้เว็บบล็อกฟรีๆ ที่มีให้ใช้บริการกันเยอะแยะมากมายทั้งเว็บในไทย หรือ เว็บต่างประเทศก็ได้ตามแต่จะถนัด เลือกที่เราใช้งานมันได้ง่าย ถนัดและคุ้นเคยมากที่สุด หรือใครจะลงทุน จดโดเมน เช่าโฮสต์ เพื่อเปิดเว็บบล็อกส่วนตัวของตัวเองก็ได้ไม่ผิดกติกา ซึ่งค่าใช้จ่ายขั้นต่ำรวมๆแล้วก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งพันบาทต่อปี เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ความสามารถในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>เมื่อมีเว็บบล็อกส่วนตัวแล้ว ก็เริ่มต้นลงมือเขียนเนื้อหาเหล่านั้นลงไปเท่านั้นเอง ซึ่งในการเขียนบล็อก คุณไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำสวยหรู ศัพท์ที่เข้าใจยากแต่อย่างใด ให้นึกว่าถ้า คุณจะเล่าเรื่องที่คุณกำลังเขียนนี้ ให้กับเพื่อนข้างบ้านฟัง คุณจะเล่าอย่างไร แล้วเปลี่ยนมันจากคำพูดมาเป็นตัวอักษร เพียงเท่านั้น เพราะคนทั่วไปชอบอ่านอะไรง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ไม่เชื่อลองถามตัวคุณเองสิครับว่า คุณชอบฟังเพื่อนคุยหรือฟังสัมมนาทางวิชาการ?</p>
<p>มีเว็บบล็อกมีบทความแล้ว หากคุณไม่ทำการบอกเพื่อนฝูง แนะนำเพื่อนให้รู้ว่า คุณเขียนบล็อกอยู่นะ ด้วยนั่นเอง มันเป็นทางเลือกโปรโมทเว็บบล็อกอย่างแรก และง่ายที่สุด ไม่ต้องเสียเงินซะด้วย อย่างเช่น คุณผู้หญิงทั้งหลายอาจจะเริ่มต้นง่ายๆ เป็นต้นว่า &#8220;<em>นี่เธอ เมื่อวานชั้นไป ซื้อกระเป๋ามานะถูกมาเลย สวยด้วย เนี่ยๆ ไปดูรูปในเว็บบล็อกชั้นสิ&#8230;.</em>&#8221; และคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่า บล็อกเกอร์หลายคนที่มีรายได้เป็นเลขหกหลักจากการเขียนบล็อก เริ่มต้นด้วยประโยคคล้ายๆ กันนี้!</p>
<p>สิ่งที่เหลือคือ รักษาความสนุก ความน่าสนใจของบล็อกของคุณไปเรื่อยๆ รักษา กรอบของเนื้อหาที่คุณชอบเหล่านั้นไว้ให้คงเส้นคงวา เพราะเว็บบล็อกที่ประสบความสำเร็จมักจะเขียนในเรื่องที่ตัวเองสนใจเพียงไม่ กี่เรื่องเท่านั้น เช่น คุณเขียนเรื่องการปลูกต้นไม้ ก็เขียนเรื่องเกี่ยวข้องกับต้นไม้ไป หรือการทำอาหารก็เขียนไปเรื่อยๆ เป็นแนวทางหลักนั่นเอง</p>
<h2>การทำ Search Engine Marketing กับ เว็บบล็อก เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?</h2>
<p>มาถึงตรงนี้ หลายท่านคงนึกสงสัยว่า ที่พูดมาทั้งหมดยังไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับเว็บบล็อกแต่อย่างใด ยังคงมองไม่เห็นจุดตัดที่มันจะมาบรรจบกันได้เลย จุดที่ทำให้เส้นทางทั้ง Blog และการทำ<a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../"> Search Engine Marketing</a> มาบรรจบกันก็คือ ถ้าเรากลับไปมองดูหน้าผลการค้นหาของ Search Engine ต่างๆ เราก็คงเห็นว่า ในหนึ่งหน้านั้น มีพื้นที่อยู่ไม่มากนักสำหรับการลงโฆษณา และพื้นที่สำหรับผู้ที่ทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> ติดอยู่ในผลการค้นหา 10 อันดับแรก (ซึ่งในเรื่องของ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> นั้นได้ มีทั้งในส่วนของการทำ <a title="Pay Per Click - PPC" href="../">Pay Per Click</a> (<a title="Pay Per Click - PPC" href="../">PPC</a>) และการทำ <a title="Search Engine Optimization -SEO" href="http://www.thailandseo.org/">Search Engine Optimization</a> (<a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a>) ที่ได้กล่าวไปในบทความก่อนเรื่อง <a href="http://www.thailandseo.org/search-engine-marketing-learning-1/">ทำเงินบนโลกไอที (1) : Search Engine Marketing รู้จักไว้มีแต่ได้</a></p>
<p>ดังนั้นแม้ว่ามันจะมีระบบประมูล (Bidding) คีย์เวิร์ดต่างๆ ที่ผู้ลงโฆษณาประมูลแข่งขันกันเพื่อให้โฆษณาตัวเองแสดงบนผลการค้นหา แล้วก็ตาม ค่าใช้จ่ายสำหรับ Search Engine รายใหญ่ๆ นั้น ก็ยังคงไม่น่าจะเพียงพออยู่ดี Search Engine เองจึงต้องหาพื้นที่เพิ่ม ผลคือ เสิร์ชยักษ์ใหญ่อย่าง Google ทำ Adsense ออกมานั่นเอง</p>
<p>Google Adsense เป็นระบบที่เปิดให้เว็บไซต์สามารถนำโฆษณาที่มีผู้ลงโฆษณาผ่านระบบของ Google Adwords ไปติดในเว็บไซต์ของตัวเอง และ ระบบของ Google จะทำการเลือกโฆษณาให้ตรงกับเนื้อหาของหน้าเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ซึ่งจุดนี้เองที่ที่เหล่าคนเขียนบล็อก หรือ บล็อกเกอร์ชื่นชอบ เพราะว่า พวกเค้าไม่ต้องยุ่งยากกับการติดต่อหาโฆษณามาลงเว็บบล็อกของตัวเอง และโฆษณาก็ยังตรงกับเนื้อหาภายในเว็บตัวเองอีกด้วย</p>
<div id="attachment_17" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-17" title="Web blog SEM" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Web-blog-SEM-300x140.jpg" alt="จะเห็นได้ว่า เว็บบล็อกสามารถเปิดช่องทางการตลาดให้กับคุณได้อย่างหลากหลาย ตรงกับความต้องการของผู้สนใจมากกว่า นั่นย่อมหมายถึง ROI ที่มากกว่าด้วยเช่นกัน" width="300" height="140" /><p class="wp-caption-text">จะเห็นได้ว่า เว็บบล็อกสามารถเปิดช่องทางการตลาดให้กับคุณได้อย่างหลากหลาย ตรงกับความต้องการของผู้สนใจมากกว่า นั่นย่อมหมายถึง ROI ที่มากกว่าด้วยเช่นกัน</p></div>
<p>อีกทั้งเราลองคิดเล่นว่า ถ้าเราขายปุ๋ยต้นไม้ การที่โฆษณาของเราไปแสดงในเว็บบล็อกที่พูดถึงการปลูกต้นไม้ กับการไปแสดงอยู่บนเว็บไซต์ใหญ่ๆ นั้น ROI ของเว็บไหนจะมากกว่ากัน? ในมูลค่าของการจ่ายเงินที่เท่ากัน คุณอาจจะสามารถลงโฆษณาขายปุ๋ยของคุณได้จำนวนนับสิบ นับร้อยบล็อกที่เขียนถึงการปลูกต้นไม้ ในขณะที่ถ้าคุณเลือกลงโฆษณาในเว็บใหญ่ๆ ก็คงต้องทำใจระดับหนึ่งว่า คนเข้าเว็บเหล่านั้นส่วนใหญ่สนใจเรื่องของบันเทิง จะเหลือกี่คนที่สนใจเรื่องปลูกต้นไม้ และสุดท้ายจะเหลือกี่คนที่ตัดสินใจซื้อปุ๋ยของคุณ</p>
<p>อีกประการหนึ่งที่ทำให้จุดตัดของทั้งสองอย่างนี้มาบรรจบกันมากขึ้น คือ การทำ<a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../"> SEO</a> นั่นเอง หลายครั้งที่เว็บบล็อกมีอันดับในผลการค้นหาดีกว่าเว็บไซต์เจ้าของผลิตภัณฑ์ ทำให้เจ้าของสินค้าตัดสินใจ &#8220;จ้าง&#8221; บล็อกเกอร์ให้เขียนเชียร์สินค้าของตน และ จุดนี้เองดูจะเป็นจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วไป มักจะเชื่อถ้อยคำ การบอกเล่าของเพื่อนในโลกออนไลน์ นั่นกลายเป็นผลดีอีกทอดหนึ่งให้กับสินค้านั้นๆ ที่นอกจากเป็นการส่งเสริมการขายสินค้า ทางอ้อมแล้วยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าอีกด้วย</p>
<p>ในแง่ของผู้ที่ทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> แล้วส่วนหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ระบบของเว็บบล็อกอย่างเช่น Wordpress ซึ่งเป็น Open Source สำหรับทำเว็บบล็อกนั้น มีลูกเล่นและสนับสนุนการทำ<a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../"> SEO</a> อย่างแพรวพราวรอบตัว ง่ายต่อการใช้งาน ปรับแต่ง และติดอันดับดีในหน้าผลการค้นหานั้นง่ายขึ้น นอกจากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วนั้น ยังมีอีกบางส่วนที่มีการซื้อขายลิ้งค์ของเว็บบล็อกเพื่อช่วยให้อันดับของเว็บตัวเองนั้นดีขึ้นในผลการค้นหาอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มักถูกขับเคลื่อนจากบล็อกเกอร์และเว็บบล็อกของเขานั่นเอง</p>
<h2>สุดท้าย&#8230; เมื่อ Search Engine Marketing และเว็บบล็อกก้าวไปด้วยกัน</h2>
<p>ในทุกวันนี้ เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามักจะได้ยินคำว่า &#8220;หาไม่เจอ ลองหาใน google รึยัง?&#8221;, &#8220;มีปัญหาปรึกษา Google&#8221; และอื่นๆ อีกมากมายที่บอกให้เราลองหาข้อมูลใน Search Engine ต่างๆ และไม่จำเพาะสำหรับ Google เพียงเท่านั้นใน Search Engine ค่ายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน</p>
<p>และในผลการค้นหาเหล่านั้น เราก็คงปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นกันว่า มันจะต้องมีอย่างน้อยซักรายการในคำที่เรากำลังค้นหาอยู่ แสดงข้อมูลของหน้าเว็บบล็อกขึ้นมาให้เราได้เห็น ได้คลิกเข้าไปอ่านเนื้อหากัน</p>
<p>สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้นักการตลาดในยุคเว็บ 2.0 คงต้องหันหน้ามามอง <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> และพึ่งพาเว็บบล็อกในการโปรโมทสินค้าของตัวเองบ้างแล้ว ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สิ่งที่นักการตลาดต้องคิดคือ การทำอย่างให้สามารถลดต้นทุนในการโฆษณา ทำให้ผลการโฆษณานั้นสามารถผันมาเป็นผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง</p>
<p>อีกทั้งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ระบบของเว็บบล็อกนั้นดีต่อการทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> หากเรารู้จักใช้งานและปรับแต่งมัน เจ้าเว็บบล็อกเหล่านี้ ก็จะแสดงพลังที่มี ทำให้ขึ้นไปติดอันดับของผลการค้นหาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และนั่นคือการทำโฆษณาแบบฟรีๆ ที่คุณไม่เสียเงินเลยใช่หรือไม่?</p>
<p>สำหรับบล็อกเกอร์ การเขียนบล็อกก็เป็นเหมือนกับการหว่านพืชที่หวังผลนั่นเอง เพียงแต่คุณจำเป็นที่ต้องอาศัยเวลาซักหน่อยเพื่อให้ เว็บบล็อกของคุณเจริญเติบโต ซึ่งมันก็ไม่นานเกินรอ หากเราสนุกกับสิ่งที่เราเขียน เพราะจะมีคนอีกหลายคนเข้ามารับแบ่งปันความสนุกเหล่านั้นไปด้วยกันกับคุณ ในระหว่างที่ยังไม่มี นักการตลาดคนใดมาจ้างคุณเขียนรีวิวสินค้า การหาโฆษณาอย่างอื่นมาติดไปพลางก่อน เช่น Google Adsense ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองเริ่มต้นจากการเขียนบล็อกเล็กๆ ตามเว็บบล็อกฟรีๆ ทั่วไป จนกระทั่งเมื่อวันหนึ่งที่ผมไปนั่งเลี้ยงฉลองปีใหม่กับเพื่อนฝูงแล้วกลับมา คิดได้ว่า &#8220;ค่าอาหาร เครื่องดื่มในคืนนั้น ทำให้ผมมีความสุข สนุกแค่ข้ามคืน แต่ถ้าผมนำเงินก้อนนั้นมาเปิดเว็บบล็อกเล็กๆ ผมสามารถมีความสุข และสนุกกับการเขียนบล็อกได้อย่างน้อยคือ 365 วัน&#8221; จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ผมก็ยังคงเขียนบล็อก เก็บดอกผลเล็กๆน้อยๆ เพื่อหวังว่าชีวิตนี้ จะมีอาชีพ &#8220;บล็อกเกอร์&#8221; บ้างเท่านั้นเอง</p>
<p>แล้ววันนี้ คุณเขียนบล็อกหรือยังครับ?</p>
<p>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=15</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำเงินบนโลกไอที (1) : Search Engine Marketing รู้จักไว้มีแต่ได้</title>
		<link>http://www.thailandseo.org/?p=6</link>
		<comments>http://www.thailandseo.org/?p=6#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 21:26:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internet Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Pay per click]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine Optimization]]></category>
		<category><![CDATA[AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[banner]]></category>
		<category><![CDATA[Bing]]></category>
		<category><![CDATA[Cost Per Click]]></category>
		<category><![CDATA[CPC]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[Google AdWords]]></category>
		<category><![CDATA[kapook]]></category>
		<category><![CDATA[keyword]]></category>
		<category><![CDATA[keywords]]></category>
		<category><![CDATA[Keywords Advertising]]></category>
		<category><![CDATA[link exchange]]></category>
		<category><![CDATA[Live]]></category>
		<category><![CDATA[manager]]></category>
		<category><![CDATA[MSN]]></category>
		<category><![CDATA[off-page]]></category>
		<category><![CDATA[off-page factor]]></category>
		<category><![CDATA[on-page]]></category>
		<category><![CDATA[on-page factor]]></category>
		<category><![CDATA[Paid Placement]]></category>
		<category><![CDATA[PPC]]></category>
		<category><![CDATA[Return Of Investment]]></category>
		<category><![CDATA[ROI]]></category>
		<category><![CDATA[sanook]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>
		<category><![CDATA[Search Engines]]></category>
		<category><![CDATA[SEM]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>
		<category><![CDATA[Sponsored Link]]></category>
		<category><![CDATA[uip]]></category>
		<category><![CDATA[Yahoo]]></category>
		<category><![CDATA[Yahoo Search Marketing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thailandseo.org/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[ใครว่าบทความไอทีอ่านแล้วจะมีแต่เรื่องเสียเงิน ทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือสินค้ารุ่นใหม่ที่มักปลุกกิเลสให้ชาวไอทีควักเงิน ในกระเป๋าออกมาจับจ่ายอยู่ตลอดเวลา ต่อไปนี้คือบทความไอทีที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำเงินจากโลกไอทีได้ หากตั้งใจแน่วแน่กับการศึกษาและปฏิบัติจริง
&#8220;ผู้จัดการไซเบอร์&#8221; ขอนำเสนอบทความชุดเรื่อง &#8220;ทำเงินบนโลกไอที&#8221; เพื่อแสดงมุมมองของการตลาดออนไลน์ในยุค 2009 จากนานาเจ้าของเว็บไซต์และบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชไทย โดยเราจะนำท่านไปทำความรู้จักกับการทำเงินขั้นพื้นฐานในสัปดาห์แรก และจะต่อยอดการทำเงินขั้นสูงขึ้นในสัปดาห์ถัดไป
เจาะตลาดโลกด้วย Search Engine Marketing (SEM)
(บทความโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล paphada @ redrank.co.th)
คุณมีเว็บไซต์หรือยังค่ะ?? แล้วตอนนี้มีคนเข้าเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไร?? มียอดซื้อออนไลน์มากน้อยขนาดไหน? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากคุณได้รู้จักกับ Search Engine Marketing
คนส่วนใหญ่ที่เปิดเว็บไซต์มาหลายปีแต่ขายสินค้าได้น้อย มักจะคิดว่าเป็นเพราะการไม่มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ หรือเพราะการใช้เว็บสำเร็จรูปในการเปิดร้านขายของ จนหลายคนทำใจได้และพอใจกับการขายสินค้าได้แค่นั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันมีเว็บไซต์ขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปธรรมดา ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมาย ที่สามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึง 400%
เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่เขาได้รู้จักกับการทำตลาดออนไลน์ ที่เรียกกันว่า SEM ซึ่งหากเราเป็นผู้ประการธุรกิจแบบ e-commerce เราจะสามารถวัดค่า ROI (Return Of Investment) ได้ดีทีเดียว
ใช้เสิร์ชเอนจิ้นเป็นเครื่องมือ
Search Engine Marketing คำนี้ไม่ได้เป็นศัพท์ใหม่ หลายๆ คนรู้จักกันมานานแล้ว แต่ในประเทศเราเองนั้น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวกับการทำ SEM นี้ในช่วง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ใครว่าบทความไอทีอ่านแล้วจะมีแต่เรื่องเสียเงิน ทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือสินค้ารุ่นใหม่ที่มักปลุกกิเลสให้ชาวไอทีควักเงิน ในกระเป๋าออกมาจับจ่ายอยู่ตลอดเวลา ต่อไปนี้คือบทความไอทีที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำเงินจากโลกไอทีได้ หากตั้งใจแน่วแน่กับการศึกษาและปฏิบัติจริง</p>
<p>&#8220;ผู้จัดการไซเบอร์&#8221; ขอนำเสนอบทความชุดเรื่อง &#8220;<strong>ทำเงินบนโลกไอที</strong>&#8221; เพื่อแสดงมุมมองของการตลาดออนไลน์ในยุค 2009 จากนานาเจ้าของเว็บไซต์และบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชไทย โดยเราจะนำท่านไปทำความรู้จักกับการทำเงินขั้นพื้นฐานในสัปดาห์แรก และจะต่อยอดการทำเงินขั้นสูงขึ้นในสัปดาห์ถัดไป</p></blockquote>
<h2>เจาะตลาดโลกด้วย Search Engine Marketing (SEM)</h2>
<p>(<em>บทความโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล paphada @ redrank.co.th</em>)</p>
<p>คุณมีเว็บไซต์หรือยังค่ะ?? แล้วตอนนี้มีคนเข้าเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไร?? มียอดซื้อออนไลน์มากน้อยขนาดไหน? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากคุณได้รู้จักกับ <strong><a title="Search Engine Marketing - SEM" href="http://www.thailandseo.org/">Search Engine Marketing</a></strong></p>
<p><span id="more-6"></span>คนส่วนใหญ่ที่เปิดเว็บไซต์มาหลายปีแต่ขายสินค้าได้น้อย มักจะคิดว่าเป็นเพราะการไม่มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ หรือเพราะการใช้เว็บสำเร็จรูปในการเปิดร้านขายของ จนหลายคนทำใจได้และพอใจกับการขายสินค้าได้แค่นั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันมีเว็บไซต์ขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปธรรมดา ไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมาย ที่สามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึง 400%</p>
<p>เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่เขาได้รู้จักกับการทำตลาดออนไลน์ ที่เรียกกันว่า <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="http://www.thailandseo.org/">SEM</a> ซึ่งหากเราเป็นผู้ประการธุรกิจแบบ <a title="ecommerce" href="http://www.thailandseo.org/">e-commerce</a> เราจะสามารถวัดค่า ROI (Return Of Investment) ได้ดีทีเดียว</p>
<h3>ใช้เสิร์ชเอนจิ้นเป็นเครื่องมือ</h3>
<p><strong><a title="Search Engine Marketing - SEM" href="http://www.thailandseo.org/">Search Engine Marketing</a></strong> คำนี้ไม่ได้เป็นศัพท์ใหม่ หลายๆ คนรู้จักกันมานานแล้ว แต่ในประเทศเราเองนั้น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวกับการทำ<a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../"> SEM</a> นี้ในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมานี้เอง หากใครยังไม่รู้ว่า <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> คืออะไร จะขออธิบายดังนี้</p>
<p><a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">SEM</a> หรือ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">Search Engine Marketing</a> นั้น หากแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ จะหมายถึงการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ต ที่เด่นๆ นั้นก็ได้แก่ Google, Yahoo และ Live (MSN) โดยการทำ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="http://www.thailandseo.org/">SEM</a> นี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ</p>
<p>การทำ <strong><a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">Search Engine Optimization</a></strong> (<strong><a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a></strong>) คือการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของเราให้โดนใจ Search Engine ต่างๆ อาจจะมีการปรับโครงสร้างภายใน code, โครงสร้าง link หรือ บางทีเมื่อก่อนที่เราเคยโปรโมทเว็บเราด้วยการแลกลิงค์ (link exchange) นั้น ก็ถือว่า เป็นการทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a> แบบหนึ่งอีกด้วย</p>
<p>แต่การจะทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a> ได้นั้น ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ทั้ง off-page และ on-page factor ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบกับการทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a> เป็นอย่างยิ่ง แต่อะไรจะมีคะแนนมากหรือน้อย อย่างไรนั้น ต้องไปทดลองทำด้วยตนเองถึงจะรู้ เมื่อเราทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a> แล้วนั้น เว็บไซต์ที่เราทำจะไปปรากฏบริเวณด้านซ้ายมือของผลการค้นหา ซึ่งแน่นอนว่า บริเวณนี้จะมีคนคลิกเป็นจำนวนมาก และคนส่วนใหญ่จะคลิกเว็บไซต์ที่ปรากฏผลในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาเป็นจำนวนมาก</p>
<p><strong>เรียกได้ว่า ใครมีเว็บไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาจะสามารถทำเงินได้อย่างสบายๆ</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<div id="attachment_12" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><strong><strong><img class="size-full wp-image-12" title="Search Engine Optimization SEO and Pay per click PPC" src="http://www.thailandseo.org/wp-content/uploads/Search-Engine-Optimization-SEO-and-Pay-per-click-PPC.jpg" alt="SEO - PPC" width="500" height="286" /></strong></strong><p class="wp-caption-text">SEO - PPC</p></div>
<p><strong></strong>เรามาดูอีกฝั่งของผลการค้นหากันบ้าง ผลการค้นหาฝั่งขวามือนั้น เราจะเรียกกันว่า เป็น <a title="Pay Per Click - PPC" href="http://www.thailandseo.org/">Pay per click</a> (<a title="Pay Per Click - PPC" href="../">PPC</a>) เราซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องกลุ้มใจกับอันดับที่ไม่ขึ้นในฝั่งซ้าย (<a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a>) เพราะเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับในฝั่งขวาของผลการค้นหาได้ง่ายๆ ด้วยการจ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับ Search Engine โดยค่าใช้จ่ายนั้น จะมีการจ่ายเป็นต่อคลิก คือ เมื่อใดก็ตามที่มีคนเข้ามาคนค้นหาแล้วโฆษณาเว็บไซต์ของเราปรากฏขึ้นบนฝั่งขวามือ เราจะยังคงไม่เสียค่าโฆษณา</p>
<p>แต่หากผู้ค้นหาสนใจสินค้าหรือบริการของเรา แล้วคลิกโฆษณาเพื่อเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราแล้วล่ะก็ เราจึงจะเสียค่าใช้จ่าย ต่อการคลิกของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่า ยอดคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราสักคน ก็มีโอกาสที่เขาจะพัฒนามาเป็นลูกค้าของเราได้ต่อไปในอนาคต เพราะนี่คือ สิ่งที่เขากำลังค้นหาอยู่จริงๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ต่ำมาก ต่ำกว่าการใช้งบโฆษณาไปกับสื่ออื่นๆ ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย</p>
<p>ลองคิดดูซิว่า หากเรามีการลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์สักฉบับนึง ประมาณ 10,000 บาท แน่นอนว่า คนที่อ่านหนังสือพิมพ์จะได้เห็นโฆษณาเรา แต่ใน 200,000 คนที่อ่านหนังสือพิมพ์นั้น อาจจะมีคนสนใจสินค้าเราเพียงแค่ 500 คนเท่านั้น และภายใน 500 คนจะกลายเป็นลูกค้าเราจริงๆ เพียงแค่ 50 คนเท่านั้น ในขณะที่เราลงโฆษณาด้วย <a title="Pay Per Click - PPC" href="http://www.thailandseo.org/">Pay Per Click</a> คนที่เข้ามาค้นหาข้อมูลบน Search Engine นั้น จะเป็นคนที่มีความสนใจในสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว หากเรามีการเขียนคำโฆษณาที่ดี และดึงดูดให้เขาคลิกได้โอกาสที่เขาจะกลายเป็นลูกค้าของเราจะมีมากกว่าการลงทุนโฆษณาในแบบอื่นๆ ซึ่งการทำ <a title="Pay Per Click - PPC" href="../">PPC</a> นั้นสามารถวัดผล ROI ได้อย่างชัดเจนจากการเริ่มทำกันเลยทีเดียว</p>
<p><a title="Pay Per Click - PPC" href="http://www.thailandseo.org/"><strong>Pay Per Click</strong></a> นั้นมีชื่อเรียกกันหลากหลายชื่อเลยทีเดียว หากใครไปได้ยินชื่อที่เรียกว่า Keywords Advertising, Cost Per Click (CPC), Sponsored Link, Paid Placement และจะมีชื่อเรียกไปตาม Search Engine ต่างๆ ด้วย เช่น Google ก็จะเรียกว่า “Google AdWords” ส่วน Yahoo ก็จะเรียกว่า “Y!SM Yahoo Search Marketing” เป็นต้น แต่ขอให้รู้ไว้ว่า มันคือกระบวนการทำงานแบบเดียวกันนั่นเอง</p>
<h2><a title="Search Engine Optimization - SEO" href="http://www.thailandseo.org/">SEO</a> หรือ <a title="Pay Per Click - PPC" href="http://www.thailandseo.org/">PPC</a> อย่างไหนดีกว่า</h2>
<p>จากประสบการณ์ของผู้เขียน ถ้าให้ถามว่า การทำ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">SEM</a> แบบไหนดีกว่ากัน? ระหว่างการทำ <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> กับ <a title="Pay Per Click - PPC" href="../">PPC</a> ผู้เขียนก็บอกได้เลยว่า ดีไปกันคนละแบบ ในฝั่งขวาที่เป็น <a title="Pay Per Click - PPC" href="../">PPC</a> นั้น เราสามารถเขียนคำโฆษณาที่เราต้องการหรือสิ่งที่เราอยากจะสื่อความคิดของเราให้กลุ่มเป้าหมายของเราได้ชัดเจน เช่น ถ้าเราจะขายบ้านสักหลัง เราอาจะเขียนโฆษณาในฝั่งขวาว่า</p>
<blockquote><p><strong>บ้านสวย พร้อมอยู่</strong><br />
ใกล้รถไฟฟ้า แถวบางนา<br />
จองวันนี้ เพียง 1.3 ล้านบาท</p></blockquote>
<p>โดยเราจะใช้ keyword ว่า“บ้านบางนา” เป็นต้น เพราะนั่นหมายความว่า คนที่เข้ามาค้นหาคำว่า “บ้านบางนา” เขามองหา บ้านที่อยู่บางนา ซึ่งถ้าเราเขียนคำโฆษณาได้โดนใจคนค้นหา สิ่งที่เขียนอาจจะโดนใจด้วยคำว่า ราคาแค่ 1.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ที่คนค้นหาต้องการพอดี ก็แน่นอนว่า โอกาสที่คนค้นหานี้จะเป็นลูกค้าเรามีสูงมากแล้ว แต่การจะกลายเป็นลูกค้าของเราได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับ หน้าตาของเว็บไซต์ และรูปแบบของบ้านเป็นสำคัญอีกด้วย</p>
<p>มาดูในฝั่ง <a title="Search Engine Optimization - SEO" href="../">SEO</a> กันบ้าง ถึงแม้ว่า เราจะไม่สามารถเขียนคำโฆษณาอย่างที่เราต้องการได้ แต่อย่างที่เราๆ ท่านรู้กันดีอยู่ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามีการค้นหา เราจะคลิกฝั่งซ้ายมือก่อนเสมอ บางทีเว็บไซต์อันดับที่ 1 นั้นไม่ได้มีสิ่งที่เราต้องการเลย แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะคลิกอันดับหนึ่งของผลการค้นหาก่อนเสมอ ถ้าไม่ใช่แล้วค่อยกลับมาหาอันดับที่ 2 3 4 ต่อไปตามลำดับ นี่เองเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมแต่ละเว็บไซต์จึงอยากให้เว็บไซต์ของตัวเอง ติดในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาใน Search Engine กันเหลือเกิน</p>
<h2>ไม่ต้องขายของก็รวยได้</h2>
<p>เว็บไซต์ของบางคนก็ไม่ได้มีการขายของผ่านทางหน้าเว็บ แต่ก็มาจ้างทำ <a title="Search Engine Marketing - SEM" href="../">SEM</a> ก็มีเหมือนกัน หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้าเขาไม่ได้ขายของ เว็บไซต์ของเราจะอยากติดหน้าแรกไปทำไมกัน อยากดังแค่นั้นหรือ? จริงๆ แล้ว ความอยากดัง อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าให้มองกันดีๆ เราจะพบว่า หาก เว็บไซต์ของเรา ที่ไม่ได้มีขายของอะไร แต่มีคนเขาเยี่ยมชมมากมาย และมีคนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่สม่ำเสมอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องหาของมาขายเลย เพราะแค่ขาย Banner ก็รวยแล้วค่ะ</p>
<p>เว็บไซต์อย่างเช่น sanook, kapook หรือ manager เป็นเว็บไซต์ที่ไม่ได้ขายของ และเน้นข้อมูล-ความบันเทิงเป็นหลัก แต่มีคนเข้าชมวันละไม่ต่ำกว่า 100,000 uip ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมีอีกหลายๆ บริษัทฯ ที่อยากได้ลูกค้าจากคนในเว็บไซต์นี้แน่นอน ถ้าคิดว่า แบ่งสัก 10% คนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้ไปให้คนที่นำ banner มาติด ก็จะพบว่า ใน 1 วัน เว็บไซต์ของเราจะมีคนเข้าชมประมาณ 10,000 uip เลยทีเดียว</p>
<p>เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะมีเว็บไซต์ประเภทใด หากมีการติดอันดับในผลการค้นหา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งขวามือหรือซ้ายมือ มันก็จะช่วยให้เราสามารถทำเงินได้เช่นกัน!!</p>
<p>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thailandseo.org/?feed=rss2&amp;p=6</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
